Featured

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

#พ่อลูกเจนอัลฟ่า

เรื่องย่อความเป็นมาของเพจพ่อลูกเจนอัลฟ่า

—พ่อลูกเจนอัลฟ่า

สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวก่อนว่าผมตั้งใจทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกๆ วัยเจนอัลฟ่า (เกิดหลังปี ค.ศ.2010) ผมเองมีประสบการณ์ในการทำโรงเรียนเสริมพัฒนาการเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเป็นโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาเด็กที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และตัวเองก็มีลูกที่อยู่ในวัยเจนอัลฟ่าด้วย และอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเอง พร้อมกับจากที่ได้ศึกษามา โดยแนวคิดหลักๆ ของผมจะเน้นเป็นแนวเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการให้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะมาตกผลึกเป็นแนวนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่หลายๆคน ที่มักจะหาข้อมูลจาก Internet มาก่อนแล้วก็จะมีวิธีการหลายๆ แนว ผมคงไม่ได้บอกว่าแนวไหนดีกว่าแนวไหน เพราะมีหลายปัจจัยสำหรับแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเรื่องการเงิน คนช่วยเลี่้ยงดู ฯลฯ แต่จะเล่าถึงแนวที่ตัวเองทำมากกว่า เพราะแต่ละแบบกว่าเราจะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรคงต้องรอจนถึงเด็กๆเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่

อย่างแรกที่ผมจะขอแนะนำคือเราควรหาเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เอาเวลาที่เราสะดวก เพราะเวลาที่เราอ่านหนังสือให้ลูกฟัง มันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับลูก คำศัพท์ที่ลูกจะได้จากหนังสือ จินตนาการของเด็กที่ได้จากภาพ เรื่อง อ่านเข้าไปเลยครับทุกวันจะกี่นาทีก็ได้ อย่างน้อยขอให้อ่าน

สรุปดราม่า LUNA และ USTStablecoin ที่ไม่ Stable

สรุปดราม่า LUNA และ UST
Stablecoin ที่ไม่ Stable
.
LUNA เป็นเหรียญ Native Token ของ Blockchain ที่ชื่อ Terra
หากใครติดตามเพจนี้ หรือเป็นสายฟาร์ม น่าจะคุ้นเคยกับ DeFi ใน Terra อย่าง Mirror หรือ Anchor กันมาบ้าง
.
Terra มีความโดดเด่นตรงที่ Blockchain นี้ มี Stablecoin ของตัวเอง ที่สร้างเองใน Blockchain ไม่ต้องง้อ USDT/USDC/BUSD แต่อย่างใด แถมยังมีสกุลเงินให้เลือกหลากหลาย ทั้ง UST (US Dollar), KRT (South Korean Won) หรือแม้แต่ THT (Thai Baht) แต่ข้อแตกต่างสำคัญ คือ Stablecoin ของ Terra เหล่านี้ เป็น Algorithmic Stablecoin แปลว่า ไม่มีทรัพย์สินค้ำมูลค่าอยู่จริงๆ ไม่มีอะไรค้ำเลยด้วยซ้ำ
.
แล้ว Stablecoin ที่ไม่มีอะไรมาค้ำมูลค่าจะมีมูลค่า และความน่าเชื่อถือได้ยังไง?
ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจ กลไกการคงมูลค่าของ Terra Stablecoin ซึ่งจะใช้วิธีการ “Burn หรือ Mint LUNA”
สมมติ LUNA ราคา $1 เราจะสามารถ Burn LUNA 1 เหรียญ เพื่อ Mint (แปลว่า สร้างเหรียญขึ้นมาใหม่) UST 1 เหรียญได้ นั่นก็คือ เรา Burn LUNA ที่ราคาเท่าไร เราจะ Mint ได้ UST ที่ราคานั้น เช่น LUNA ราคา $10 การ Burn 1 LUNA จะได้ 10 UST
.
หาก Demand ของ UST มีเพิ่มมากขึ้น คนอยากใช้เหรียญ UST มากขึ้น ส่งผลให้ราคา UST ในตลาดสูงขึ้นมากกว่า $1 สร้างโอกาสให้นัก arbitrage butn LUNA สร้าง UST ที่ราคาจะเป็น $1 แน่ๆ มาเทขายเพื่อให้ราคากลับไปที่ $1 และยิงลดจำนวน LUNA ในตลาดลงไปอีก
.
กลับกัน หาก Demand ของ UST ลดลง แปลว่ามี UST ในตลาดมากเกินไป ราคาของ UST จะตกลงต่ำกว่า $1 (เช่น $0.98) เราสามารถที่จะเอา UST ไป burn ทิ้ง เพื่อให้ได้เป็น LUNA ที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อทำการลดปริมาณ UST ในตลาด และดึงราคา UST กลับมาที่ $1 แต่ปริมาณ LUNA โดยรวมจะเพิ่มขึ้นแทน
.
เราจะทำการ Burn LUNA และ UST ยังไง?
ใครอยู่ใน Terra Blockchain มาสักพัก คงสงสัยข้อนี้ที่สุด เพราะมันไม่มีตรงไหนให้กด Burn หรือ Mint เลย
คำตอบ คือ การที่คุณไป Swap LUNA หรือ UST ที่ Terraswap (DEX ประจำ Blockchain) ผ่านหน้าเว็บหรือ Terra Station App สิ่งที่เกิดขึ้น คือ Smart Contract ของ Terraswap จะทำการคิดเองว่า การ Swap ครั้งนี้ จะต้อง Burn หรือ Mint เหรียญไหนหรือไม่ โดยจะมีการตั้งค่าตัวแปรที่ Terraswap ไว้ ให้ปรับเปลี่ยนการ Burn/Mint ตามราคาตลาดบน Blockchain ณ ตอนนั้นๆ
.
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 23 พ.ค. ตอนตลาด Flash Crash คือ ทุกอย่างพัง
Anchor คือ DeFi กู้ยืม อารมณ์แบบ Compound หรือ Venus ใน Terra ที่จะให้คุณเอา LUNA ไปค้ำแล้วกู้ UST ออกมาได้ แต่ถ้ามูลค่า LUNA ตกลงมากเกินไป คนที่กู้จะโดน Liquidate
LUNA ราคาตกจากประมาณ $16 ลงไป $4 ในเวลาไม่กี่วัน เละสิครับท่านผู้ชม ใครอยู่ในเหตุการณ์นี่ เข้าใจคำว่าหนีตายเลย กด Ledger กันยิกๆ เพราะตอนที่ Flash Crash Terra Blockchain ช้าลงแบบตอน BSC เอ๋ออีกด้วย แถมหน้าเว็บ Anchor ล่มอีก ทำให้มีบางคนเอาเงินที่กู้ไปมาคืนไม่ทัน แตกยับไป
.
ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ ราคา LUNA ตก + LUNA ใน Anchor ถูก Liquidate + ตลาดทั้งหมดตก คนหนีตายเทขายทุกเหรียญทิ้ง แม้กระทั่ง UST ทำเอาราคา UST ตกลงไปถึง $0.94 หรือตกไป 6% เลย
.
มาถึงตรงนี้ หากใครตั้งใจอ่านข้อมูลก่อนหน้ามา คงทราบดีแล้วว่า สิ่งที่คนในตลาดต้องทำคือ เอา UST ไป burn เป็น LUNA สิ แล้วเอา LUNA มาเทขาย แล้วก็ช้อน UST ทำวนๆไปแบบนี้ต่อ เพราะกลไกมันออกแบบมาแล้ว
ความงุงิ ของ Flash Crash ครั้งนี้ คือ มันลากทุกคนลงมาหมดครับ ถึงเราเอา UST ไป burn ที่ Terraswap เราจะได้ LUNA ในราคาของ Terraswap ซึ่งในช่วงเวลานั้น มันแพงกว่าราคาในเว็บเทรดอย่าง Kucoin ซึ่งราคา LUNA ก็ไหลลงเรื่อยๆ ทำให้เราไม่สามารถ เอา UST ช้อนซื้อ LUNA แล้วไปเทขายที่ไหนแล้วได้กำไรเลย มันเลยเกิดลูปนรก ที่ทำให้คน arbitrage ราคาของ UST ไม่ได้ แต่สุดท้ายก็คลี่คลายลง หลังจากตลาดกลับมานิ่งแล้ว
.
สาเหตุหลักๆของสิ่งนี้ ทางทีมงาน Terra ยอมรับว่า ตลาดตกโหดจริง ทำให้ Terraswap ปรับตัวกับความผันผวนของราคาไม่ทัน จึงไม่สามารถที่จะทำให้ mechanism การ Burn/Mint สร้างโอกาสการ arbitrage ได้ ซึ่งทางทีม Terra ได้มีการออก Proposal #90 ที่ทำการปรับตัวแปรใน Terraswap ให้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ Flash Crash แบบนี้ได้ดียิ่งขึ้น แถมยังจะมีการแก้ไขในอัพเดทใหม่ของ Terra ที่ชื่อ Columbus-5 ด้วย ทำให้เหตุการณ์ราคา UST หลุด $1 ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญของ Terra ว่าหมากที่เขาวางไว้ในเกมนี้ มันประสบผลสำเร็จหรือไม่
.
ถ้าวิเคราะห์เอาจริงๆ Algorithmic Stablecoin ที่ Market Cap 2 พันล้านดอล โดนตลาดกดขนาดนี้ แต่ตกลงมาแค่ 6% (มีบางจังหวะตกมากกว่านี้ด้วย) ก็ถือว่าสามารถคงมูลค่าได้ดี (เพราะ LUNA ไหลมูลค่าลงแทนให้แล้ว) แต่ก็ทำให้เห็นถึงปัญหาของกลไก Mint/Burn ที่ไม่ตอบโจทย์หากเจอสภาวะตลาดแบบนี้ จึงต้องเป็นการบ้านให้กับ Terra ต่อไปว่า อนาคตหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก Terra จะมั่นคงและเสถียรกว่านี้หรือไม่
.
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัย คือ Organic Demand ของ UST ที่ไม่ได้เยอะขนาดนั้น Organic Demand ในความหมายของผม คือ ความต้องการใช้ UST จริงๆ เพื่อไปทำฟาร์ม หรือไปใช้จ่าย ที่ไม่ใช่การเก็งกำไร เพราะในตอนนี้ Terra ยังมีแค่ 2 Product ที่สร้าง Demand ให้ UST จริง ก็คือ Mirror และ Anchor
แต่ในอนาคต จะมีอีกหลาย Product ที่จะออกมาใน Terra ได้แก่

  • Mirror V2: แก้ปัญหาความดิฟ ความ premium ของราคาหุ้น และเพิ่ม asset ใหม่ๆมากขึ้น
  • Anchor: เพิ่มเหรียญใหม่ๆในการค้ำ เช่น SOL, DOT, DAI
  • Spar Protocol: กองทุนรวมแบบ Decentralized ที่จะมาลงทุนใน Mirror อีกที ทำให้ใครก็ได้ สามารถเป็น Fund Manager
  • Pylon Protocol: เอาเงินของคุณไปฝากใน DeFi แทนคุณให้ เสร็จแล้วคุณสามารถเลือกได้ว่าจะเอา ผลตอบแทนที่คุณจะได้เรื่อยๆนั้น ไปแลกเปลี่ยนเป็นอะไร เช่น ฝากเงินไว้ $10,000 แล้วให้เอาปันผลของเราจ่ายค่า Netflix ทั้งปีไปเลยแบบได้ส่วนลด หรือ เอาไปลง ICO เหรียญใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น โดยใช้ปันผลของเงินฝากเรา
  • Chai: Mobile Payment App ที่ใช้ Stablecoin ของ Terra แทนเงิน Fiat ตอนนี้เป็นแอปอันดับ 10 ของเกาหลี มีคนปล่อยกาวว่า Busan จะใช้เป็นเงินดิจิตอลหลัก
    หาก Terra มี Product ที่ดึงดูดคนและ demand มากกว่านี้ ในตอน Flash Crash อาจจะไม่ได้เจอผลกระทบหนักขนาดนี้ก็เป็นได้
    .
    มาพูดถึงอนาคตและราคาของ LUNA กันบ้างครับ พูดตรงๆ LUNA ถือว่าเป็นอันดับต้นๆเลยครับ ของเหรียญที่ราคาตกหนักที่สุด 55555T-T55555 หลายๆท่านอาจจะลงทุนใน LUNA อยู่ หรือไปแตกที่ Anchor จากการโดน liquidate ไปแล้ว ถามว่า LUNA มันลงไปเหลือ $0 ได้ไหม ตอบแบบไม่หลอกตัวเอง คือ เป็นไปได้ครับ เพราะฉะนั้นหากใครยังไม่พร้อมที่จะถือ LUNA ยาวๆ การ cut loss ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมกับแผนการลงทุน แต่สำหรับมนุษย์มือเพชรที่ยังถือ LUNA และเหรียญอื่นๆใน Terra อยู่ อันนี้ขอยืมคำพูด God Do Kwon มาว่า

    1) the same apps are being developed: Product เดิมๆ App เดิมๆที่เคยประกาศไป ยังพัฒนาอยู่ต่อเนื่อง ไม่มีอันไหนหยุด หรือทิ้งไป
    2) the same robust community exists: Community ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้ปิดตัวไป หรือคนหนีหายไป
    3) the ecosystem is significantly de-risked for having survived one of the worst market crashes in crypto: Terra ได้เรียนรู้และปรับตัวจากเหตุการณ์ Market Crash ที่แย่ที่สุดที่ Terra เคยเจอมา และผ่านมันไปได้

    Fundamental ด้านการลงทุนยังเหมือนเดิมครับ ถ้าคุณยังเชื่อมั่นใน Terra (และ Do Kwon) อยู่ การถือ LUNA ในระยะยาว อาจจะ 1 – 3 ปี ก็ยังเป็นตัวเลือกให้คนที่ติดดอยในตอนนี้ได้อยู่ อีกข้อที่ขอพูดถึง คือ LUNA มีนักลงทุนรายใหญ่หลายเจ้า เช่น Mike Novogratz หรือ SCB10X อีกด้วย
    ถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญของทั้วตลาดเอง ทั้ง Terra เอง และก็นักลงทุนด้วย ข้อมูลด้านบนนี้เป็นการวิเคราะห์ และความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนนะครับ ใครที่ติดดอยอยู่ หรือขาดทุน ก็ขอให้กำลังใจ และขอให้ลองคิดทบทวนถึงเหตุผลที่คุณลงทุนในเหรียญนั้นๆว่าคุณเลือกเหรียญนี้เพราะอะไรครับ
    .
    บทสรุปโดย แอดมินเจไดเอิร์ท ผู้ติดดอยบนดวงจันทร์

Cr. FB Blockchain review

โรงเรียนใกล้บ้าน หรือ โรงเรียนดีที่ไกลบ้าน

โรงเรียนใกล้บ้าน หรือ #โรงเรียนดีที่ไกลบ้าน

ปัญหาโลกแตกอีกหนึ่งปัญหา …
โดยเฉพาะคนกรุง ฯ ที่เวลาจะไปไหนที
ต้องวางแผนการเดินทางดี ๆ
รถติดจนคิดว่ารถดับกันเลยทีเดียว

งานอดิเรกของพ่อหมอ คือ การเปิดโลเคชั่นแล้วกดหาชื่อที่เช็คอิน 555 มันจะมีชื่อที่เก๋ไก๋น่าตี แบบ “ถนนที่รถติดเหมือนจะไม่มีวันพรุ่งนี้ให้ติดอีก” หรือ “สะพานนรก ติด -ีนเกร็ง” 555 คือ จะติดไปไหนกัน …

หากส่งลูกไปเรียนโรงเรียนไกลบ้าน
ถ้าไม่ย้ายบ้านตามโรงเรียนลูก
หรือ ซื้อคอนโดเอาไว้อยู่อาศัยวันราชการ
แล้วกลับบ้านเฉพาะสุดสัปดาห์ ประหนึ่งบ้านตากอากาศ

ตอนเช้า … บ้านนั้นก็ต้องแหกขี้ตาตื่นกันตั้งแต่เช้ามืด …
กินข้าวบนรถ หรือ ไปกินที่โรงเรียน
ตอนเย็น … ก็ผจญรถติดกลับบ้าน ดึกหน่อย
กว่าจะกินข้าว ทำการบ้าน ก็ดึกแล้ว อีกแป๊บต้องตื่นอีกละ

ดังนั้นสิ่งที่เราจะเสียไปกับการเรียนโรงเรียนไกลบ้าน
คือ “เวลา เวลา และเวลา” ที่จะทำ “กิจกรรมร่วมกัน”
(นั่งรถร่วมกันจะนี่คือเป็นกิจกรรมร่วมคงไม่ได้สักทีเดียว)
และสิ่งที่อาจตามมา คือ “ความเครียด” และ “ความล้า”
จากการเดินทางและรถที่ติด …

บางบ้านไม่ได้อยู่ด้วยกันด้วยซ้ำ เพราะลูกขึ้นรถโรงเรียน

สิ่งที่ได้จากการเรียนไกลบ้าน คือ
ได้เรียนโรงเรียนที่พ่อแม่
คิดว่า “ดีที่สุด” สำหรับลูก …
บางบ้านค่อยไปทดเวลาร่วมกันในวันหยุด
แต่เจ้ากรรม … บางบ้านส่งลูกไปเรียนพิเศษอีก …
พ่อหมอว่า … เรื่อง “เวลา” ต้องชั่งน้ำหนักกันดี ๆ ครับ

แต่หากเราเรียนโรงเรียนใกล้บ้านแล้วนั้น
สิ่งที่เราจะได้คืนกลับมา คือ “เวลา” เต็ม ๆ
และรู้ไหมครับว่า

“เวลา” คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้ได้ดี
ไม่ว่าจะไปอ่านในหนังสือพัฒนาการเด็กเล่มไหนก็ตาม

“เวลาที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”
เวลาที่เราได้ทำกิจกรรมร่วมกันกับลูก เล่นกับลูก
และสอนเขาในเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากการเรียน
นั่นคือ “รากฐาน” ที่สำคัญมากที่ทำให้
เขาพร้อมออกไปเผชิญโลกภายนอกและเรียนได้ดี

เช้ากินข้าวร่วมกัน ล้างจาน
เย็นกลับมาทำการบ้าน วิ่งเล่น
ช่วยกันพับผ้า ทำงานบ้านเบา ๆ กินข้าวเย็นร่วมกัน
อาบน้ำ เล่านิทาน นอนหลับ
มันคงสุขกว่าไปใช้ชีวิตบนรถหรือ BTS ทุกวันเช้าเย็น

พ่อหมอว่า “โรงเรียนใกล้บ้าน” คือ คำตอบ
ในช่วงอนุบาลและประถมต้นครับ …
แต่ก็เข้าใจครับว่า
ไม่ใช่โรงเรียนทุกโรงเรียน จะเป็น “โรงเรียนที่ดี”…
(จะมีคนมาด่าไหมเนี่ย) แต่พ่อหมอเชื่อเสมอว่า
“มี” โรงเรียนที่ดีพอ อยู่ใกล้บ้านเราเสมอ
พอโตหน่อยค่อยขยับขยายกันอีกทีก็ว่ากัน …

นี่ถ้าบ้านใครอยู่ใกล้ Shrewsbury หรือ Harrow นี่
อย่ามาด่าพ่อหมอนะว่า แนะนำให้ชั้นเข้าโรงเรียนใกล้บ้าน
ค่าเทอมแต่ละเทอมนี่ … ได้บ้านเอื้ออาทรเทอมละหลังเลย 555 ถ้าอย่างนั้นเรียนไกลบ้านออกมาสักนิดก็ได้ครับ

#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

เมื่อลูกว่า “แม่เฮงซวย”

เมื่อลูกว่า “แม่เฮงซวย”

7 ขั้นตอนเมื่อเราหมดหนทาง ตอนที่ 1

ขั้นแรกคือ คุณแม่ “ยอมรับ” หรือยังว่าอะไรๆที่ทำไป หรือที่พยายามทำอยู่ “ไร้ผล” นี่เป็นขั้นตอนสำคัญ

หากไม่ยอมรับอย่างสนิทใจ ก็จะทำต่อไป คือ พยายามพูด อธิบาย บ่น ลำเลิก สั่งสอน เหล่านี้แม่ทำ ทำ และทำ ค่ำหมดแรง พอตอนเช้าก็ทำอีก คำถามคือยอมแพ้หรือยัง ยอมแพ้จึงนำไปสู่การยอมรับว่าเราแพ้แล้ว หมดปัญญาคุยกับลูกคนนี้

อย่าปล่อยให้อดีตหวานชื่นมาลวงเรา ว่าเขาเคยน่ารัก เขาไม่น่าจะเป็นแบบนี้เลย เราจะเอาอดีตอัน “น่ารัก ขี้อ้อน เป็นห่วงเรา” กลับคืนมา เพราะมันจะไม่มีวันกลับมาด้วยวิธีที่ทำ

พูดเช่นนี้เพราะความจริงข้อหนึ่งคือ เขามิใช่สิ่งมีชีวิตตัวเดิม เขามิใช่เด็กคนนั้น คนละตัว คนละความรู้สึกนึกคิด-จิตใจ เขา 14 มิใช่ 4 เขาจะไม่น่ารัก เขาจะห้าว พยศ อึดอัด ไม่อดทน และหุนหันพลันแล่น นึก-พูด คิด-ทำ ไม่ไตร่ตรอง ไม่แม้แต่จะรู้ว่าบางคำพูดทำแม่เสียใจ หรือที่จริงรู้แต่หยุดปากไม่ได้

ข้อนี้สำคัญ เขามิใช่เด็กคนนั้น คนละคน เขามิใช่หนอน เขาเป็นผีเสื้อ ผีเสื้อมีหน้าที่บิน ไม่ว่านอนสอนง่ายเหมือนหนอน เขามิใช่ลูกอ๊อด!

ขั้นแรก “ยอมรับ ว่าเราแพ้”

ขั้นที่สอง หากยอมรับได้ เราจะหยุดพูด “หยุดพูดถึงเพื่อนของเขา” ด้วย

หยุดบ่นและสั่งสอน อะไรที่พูดซ้ำเกิน 2 ครั้ง คือ “บ่น” การสั่งสอนคือ “ไม่ไว้ใจ” และ “ไม่ให้เกียรติ”

การพูดถึงเพื่อนของเขาเท่ากับผลักเขาไปอยู่กับเพื่อนของเขามากกว่าเก่า เพื่อนดี รู้ใจ ไม่บ่น “แม่เป็นศัตรู” ไม่ให้เกียรติเรา และขี้บ่นมาก

วัยรุ่นจะเห็นเพื่อนดีกว่าแม่ เท่ คูล อันนี้ธรรมดา เป็นวัยหากลุ่มหาแก๊ง เพราะธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเอง เป็นวัยที่จะยกย่อง เครซี่หัวหน้าแก๊งหรือใครต่อใครง่ายดาย ทั้งที่ไอ้ตัวนั้นไม่ได้เรื่อง แต่สำคัญมากที่เราจะไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับหัวหน้าแก๊งของเขา แม้ว่าไอ้นั่นจะเลว

หากเขาหลุดคำพูดว่าแม่เฮงซวยเพียงใด เห็นแม่เป็นศัตรู ขอให้รู้ว่าสมองของเขาขาดความยับยั้งชั่งใจ สมองไปก่อนใจ นึกจะพูดก็โพล่งเลย นี่มิใช่ “เด็กน่ารัก ขี้อ้อน เชื่อฟัง” คนนั้นแน่ๆ คนละคน

ขั้นที่สอง คือ “หยุดพูด และหยุดทำ”

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

My World My Life

เหตุเกิดเมื่อประมาณ เดือนเมษายน 2015 ซึ่งเป็นปีที่ธุรกิจสิ่งทอที่ทำงานมานานเป็น 10 ปี เริ่มปิดกิจการลง เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งขัน ผมลืมเล่าว่าคู่แข่งขันของเราเป็นโรงงานจากต่างประเทศ ต้นทุนของเราสูงกว่าคู่แข่งขัน เช่น ปากีสถาน อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ทำให้บอร์ดบริหารตัดสินใจปิดกิจการ และทำให้ผมตัดสินใจออกมาทำกิจกาของตัวเองเป็นกิจการเกี่ยกับ การศึกษาของเด็กเล็ก โดยทำการเปิดที่ห้างสรรพสินค้าในเดือนพฤศจิกายน 2015 โดยเหตุผลที่เลือกเปิดในห้าง เพราะเรามองว่าลูกค้าเยอะกว่าการเปิดสาขานอกห้าง แต่หลังจากเปิดได้ไม่นาน เราก็เริ่มรู้สึกถึงการแข่งขันที่รุนแรง เพราะในห้าง มีคู่แข่งขันเยอะ ประกอบกับเราเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ซึ่งต้องให้ความรู้กับผู้ปกครองเยอะสำหรับการสอนในรูปแบบใหม่ ไม่เหมือนกันการสอนแบบเก่าที่เน้นเรื่องการอ่าน การเขียนแต่เด็ก และใช้พื้นที่ในการสอนน้อย ในขณะที่เราต้องใช้พื้นที่เยอะในการสอนไม่ใช่ให้เด็กนั่งโต๊ะเรียนตลอดเวลาเพราะเราต้องการให้เด็กมีพื้นที่ในการทำกิจกรรมเวลาเรียน เราเลยต้องใช้พื้นที่มากกว่าคู่แข่งถึง 3 เท่า ลองนึกดูว่าแค่ค่าเช่าต้นทุนเราก็สูงกว่าคู่แข่งแล้ว ยังไม่รวมถึงราคาขายที่ไม่สามารถขายได้สูงมากเนื่องจากราคาของคู่แข่ง เราทนต่อสู้ทำโรงเรียนมาถึง 4 ปี ก็ทนไม่ไหวเพราะขาดทุนอยู่ทุกเดือน ทำให้ตัดสินใจปิดกิจการ แต่ก็ถือว่าเรายังโชคดีมากเพราะหลังจากที่เราปิดกิจการไปในช่วงเดือนกันยายน 2019 อีก 4 เดือนต่อมาในเดือนมกราคม 2020  ก็เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึงส่งผลกระทบกับโรงเรียนทั้งหมดซึ่งไม่สามารถเปิดเรียนได้เหมือนปกติ อย่างน้อยนับว่าเป็นโชคดีของผม ที่ปิดโรงเรียนไปก่อนที่จะเกิดปัญหา

หลังจากที่เราปิดกิจการผมก็ได้เริ่มกลับมาทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทออีกครั้ง โดยครั้งนี้กลับมารับงานทำเสื้อผ้าสำเร็จรูป แต่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นักเพราะผมไม่สามารถหาลูกค้าได้มากพอ ประกอบกับสถานการณ์โควิท ทำให้ภาพรวมธุรกิจไม่ดีมาจนถึงตอนนี้ปลายปี 2021

อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2014 – 2021 ก็เป็นช่วงทีดีของผมเหมือนกันเพราะผมได้มีลูก 2 คน เป็นผู้ชายคน ผู้หญิงคน  ซึ่งทำให้ชีวิตผมเติมเต็มมากยิ่งขึ้น ทุกอย่างที่ทำคือตั้งใจทำเพื่อลูกทั้งหมด แต่ในทางคู่ขนานการทำธุรกิจกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ยังต้องหาธุรกิจ หาช่องทางหาเงินต่อไป ยิ่งช่วงนี้เกิดเหตการณ์ เรื่องโควิทระบาดไปทั่วโลกทำให้ธุรกิจโดนผลกระทบไปหมดโดยที่ เรายังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เหตุการณ์เหล่านี้จะผ่านไป แต่ถึงผ่านไปเราก็จะไม่กลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว 

กลับมาที่ตัวเอง ทำงานมาหลายอย่างชอบมากที่สุดคือการขาย เพราะได้ติดต่อกับผู้คนเยอะ ได้เดินทางไปติดต่อซึ่งผมเป็นคนชอบงานทางนี้มาก และอีกอย่างที่ชอบคือการอ่านข่าว อ่านหนังสือ พอมาคิดว่ามันมีงานอะไรบ้างทีจะทำให้ผมสามารถพูดคุยกับคน และใช้ประโยชน์จากการอ่านได้บ้าง ทำให้นึกถึงงานเขียน ที่จะทำให้ผมสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ชอบได้ ผมเลยมาลองเขียนเล่าเรื่องให้ทุกคนฟัง เผื่อจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนในตอนนี้ เพราะในตอนที่เรารู้สึกว่าเราเจอแต่เรื่องไม่ดี มันมักจะมีเรื่องดีๆ เข้ามาเหมือนกัน ถ้าเรามีมุมมองที่ดี เราจะรู้ว่าชีวิตเราไ่ม่ได้แย่เลย ….

เล่นเข้าไป!

เล่นเข้าไป!

รูปนี้อีกครั้ง มีคุณพ่อคุณแม่ใจดีช่วยแปลหลายคน วันนี้ขอคัดชิ้นหนึ่งมาให้อ่านนะครับ ดีต่อท่านอื่นๆ

“การเล่นคือวิถีทางตามธรรมชาติ
ในการสอนเด็กๆให้
รู้จักแก้ปัญหาของตน
รู้จักควบคุมแรงกระตุ้นต่างๆ
รู้จักบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึก
รู้จักที่จะมองในมุมของคนอื่น
รู้จักการประนีประนอมเมื่อเผชิญความแตกต่าง
และรู้จักที่จะคบหาผู้อื่นด้วยความเสมอภาค
ไม่มีอะไรจะมาทดแทนการเล่น
ในฐานะเครื่องมือฝึกสอนทักษะเหล่านี้ได้
โรงเรียนก็ไม่สามารถสอนสิ่งนี้แก่พวกเขา”

ไม่อยากจะบอกเลย ผมเข้าห้องเรียนน้อยมากตั้งแต่ไหนแต่ไร ชีวิตทำสองอย่าง เล่น และอ่าน เชื่อเถอะ – เล่นเข้าไป!

แปลโดย Davis Chan
เขียนโดย Peter Gray
ใน 1000 Hours Outside
เผยแพร่ต่อโดย Janet Lansbury
และเผยแพร่ต่อ โดย นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

เวลาสอนลูกไม่ต้องเสียงดังเกิน ดังก็ไม่ได้หรือคะ?

“คุณหมอเขียนเรื่องเวลาสอนลูกไม่ต้องเสียงดังเกิน ดังก็ไม่ได้หรือคะ?”

อะไรทำแล้วได้ผลก็ทำไปเถอะครับ คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้กำหนด

แต่อะไรที่ไม่ได้ผล การทำซ้ำๆ เช่น ดังขึ้นเรื่อยๆ มักมีผลเสียเท่านั้นเอง

เวลาเราพูดเสียงดัง หรือดุเสียงดัง เด็กๆมักจับที่เสียง อารมณ์เรา หน้าตาเรา แล้วไม่ได้ยิน “เรื่องที่เราอยากจะบอก” ไม่นับว่าเขากลัวอีกต่างหาก

ดุได้นะครับ ถ้าได้ผลก็ดุ แต่ดุดัง เอ็ดตะโร เขามักไม่ได้ยินอะไร

Cr. นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

Photo by Tatiana Syrikova on Pexels.com

ส่องแผนรับมือโควิด ของประเทศในสหราชอาณาจักร หลังกลับมาเปิดเรียนตามปกติ

“…เด็กๆ จำเป็นต้องกลับไปเรียนรู้ประสบการณ์การเรียนในโรงเรียนแบบปกติเหมือนตอนก่อนเกิดการระบาดใหญ่ แม้จะเผชิญความสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้นก็ตาม เรากำลังพยายามให้เด็กๆ สามารถกลับไปเรียนรู้ประสบการณ์ในห้องเรียนตามปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้…”

——————————————————————-

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงอยู่ และยังไม่มีวี่แววที่จะหายไป สิ่งที่ทุกคนทำได้ในขณะนี้ คือการปรับตัว และอยู่ร่วมกับโรคระบาดนี้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับการศึกษา ที่มีการปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้มีความปลอดภัยทั้งสำหรับครูและนักเรียน เป็นการเรียนในรูปแบบออนไลน์ ที่ไม่มีการรวมตัวหรือพบปะกัน

การปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ ยังพบปัญหาในด้านต่างๆ มากมาย เช่น ความไม่พร้อมของอุปกรณ์ของนักเรียน อีกทั้งเด็กบางช่วงวัยก็ไม่เหมาะสมกับการเรียนผ่านหน้าจอนานๆ และส่งผลต่อด้านพัฒนาการของเด็กเป็นหลัก อาจจะส่งผลให้พัฒนาการด้านการเรียนรู้ทดถอยได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนจากการเรียนออนไลน์ และมองเห็นถึงความสำคัญในการเรียนที่โรงเรียนมากขึ้น เช่น เด็กจะมีทักษะทางสังคม พัฒนาการด้านอารมณ์ จึงได้มีมาตรการและแนวทางต่างๆ ที่จะทำให้กลับมาเปิดเรียนที่โรงเรียนได้อีก แต่ทั้งนี้ จะต้องคำนึงความปลอดภัยเป็นที่ตั้งสูงสุด เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิดสำหรับเด็กแพร่หลายมากนัก

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้รวบรวมข้อมูลสถานการณ์การเปิดใน 4 ประเทศแห่งสหราชอาณาจักร พบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

อังกฤษเปิดเรียน ท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่าย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักเรียนในสหราชอาณาจักรได้กลับไปเรียนที่โรงเรียนอีกครั้ง หลังจากล็อกดาวน์ แต่การเริ่มต้นเปิดเรียนใหม่ ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเป็นชนวนความเสี่ยงให้เกิดการระบาดเพิ่มขึ้น

“เด็กๆ จำเป็นต้องกลับไปเรียนรู้ประสบการณ์การเรียนในโรงเรียนแบบปกติเหมือนตอนก่อนเกิดการระบาดใหญ่ แม้จะเผชิญความสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้นก็ตาม เรากำลังพยายามให้เด็กๆ สามารถกลับไปเรียนรู้ประสบการณ์ในห้องเรียนตามปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราก็ตระหนักเสมอว่า เรายังคงเผชิญกับการระบาดใหญ่ทั่วโลก” นายกาวิน วิลเลียมสัน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า

นายกาวิน กล่าวอีกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 รวมทั้งวัคซีนกระตุ้นให้เด็กอายุ 12-15 ปี พร้อมกับการกำหนดใช้มาตกรป้องกันอื่นๆ หากจำเป็น พร้อมทั้งยืนยันว่า รัฐบาลต้องการหลีกเลี่ยงการกลับไปใช้ระบบบับเบิล เป็นระบบที่กำหนดให้นักเรียนทั้งชั้นกักตัวที่บ้านหากพบการติดเชื้อ

ด้าน นพ.อีวอนน์ ดอยล์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของสาธารณสุขอังกฤษ กล่าวว่า โรงเรียนไม่ใช่ปัจจัยและศูนย์กลางของการติดเชื้อ

ขณะที่สหภาพครูหลายแห่งออกมาแสดงความกังวล เนื่องจากมีการผ่อนปรนมาตรการด้านความปลอดภัยเพื่อควบคุมการระบาดใหญ่ในโรงเรียนมาตั้งแต่สิ้นสุดภาคเรียนก่อน

ด้าน กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ได้แสดงความกังวลว่า การกลับมาเปิดโรงเรียนร่วมกับการผ่อนปรนกฎระเบียบด้านสุขภาพและความปลอดภัย อาจนำไปสู่จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเดือน ก.ย.นี้

วัยรุ่นสกอตแลนด์ติดเชื้อเพิ่มหลังผ่อนปรน 2 สัปดาห์

ขณะที่ในสกอตแลนด์ จำนวนผู้ป่วยในกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่เปิดโรงเรียน และมีการผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยคณะผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามีแนวโน้มสูง ที่จะเกิดการติดเชื้ออย่างเป็นวงกว้างในโรงเรียนทั่วประเทศ ภายในสิ้นเดือน ก.ย.

คณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน (JCVI) ซึ่งคอยให้คำแนะนำแก่รัฐบาลสหราชอาณาจักร ยังคงอยู่ระหว่างประเมินประโยชน์ของการฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12-15 ปี ทั้งนี้ ตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรฉีดวัคซีนโดสแรกให้ประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป มากกว่า 88% แล้ว และอีกเกือบ 79% ได้รับวัคซีนครบสองโดสแล้ว

messageImage 1632309040654


ภาพจาก: abc

ต้องตรวจหาเชื้อทุก 3-5 วัน

แม้ว่าการกลับมาเปิดโรงเรียนครั้งนี้ ภาครัฐได้ยืนยันว่าต้องการหลีกเลี่ยงการกลับไปใช้ระบบบับเบิล เป็นระบบที่กำหนดให้นักเรียนทั้งชั้นกักตัวที่บ้าน หากตรวจพบการติดเชื้อ ถือได้ว่าการเปิดโรงเรียนครั้งนี้ เป็นการกำหนดมาตรการที่ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับการเปิดโรงเรียนในปี 2563 ที่ผ่านมา แต่มาตรการที่ยังคงไว้ คือ การล้างมือและรักษาสุขอนามัย การระบายอากาศที่เพิ่มขึ้น และการทดสอบหาเชื้อ

การตรวจหาเชื้อในอังกฤษ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาทุกคน จะถูกขอให้ทำการทดสอบตรวจหาเชื้อผ่านทางโพรงจมูก 2 ครั้งที่โรงเรียน โดยระยะห่าง 3-5 วัน หากพบผลตรวจเป็นบวก จะต้องกักตัวที่บ้านเป็นเวลา 10 วัน โดยจะต้องให้แจ้งรายละเอียดผู้ติดต่อใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งทั้งชั้นเรียนกลับบ้าน

ส่วนในเวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และสกอตแลนด์ นักเรียนและเจ้าหน้าที่ทางการศึกษาจะได้รับการสนับสนุนให้ทำการทดสอบที่บ้านหรือในชุมชน

ทั้งนี้ ทั่วสหราชอาณาจักร ได้มีมาตรการ ขอความร่วมมือ แนะนำให้นักเรียนทำการทดสอบหาเชื้อโดยสมัครใจ สัปดาห์ละ 2 ครั้งอย่างต่อเนื่อง สำหรับนักเรียนี่เรียนเองบ้าน (Home School)

เว้นระยะห่าง ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของครู-ขนาดพื้นที่

สำหรับโรงเรียนในอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมได้รับการผ่อนคลาย ในหลาย ๆ ด้าน ความรับผิดชอบได้มอบให้กับเจ้าหน้าที่หรือครูเพื่อตัดสินใจว่าต้องใช้มาตรการอย่างไร แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรียน บางคนจะตัดสินใจเก็บระบบทางเดียวและมาตรการควบคุมฝูงชนบางส่วนไว้

แต่ในสกอตแลนด์ มีการรักษาข้อจำกัดเพิ่มเติมจนถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้ โดยในบริเวณโรงเรียน ทุกคนต้องอรักษาระยะห่างจากกันอย่างน้อย 1 เมตร

อังกฤษ-เวลส์ งดใส่หน้ากากในโรงเรียน

แม้ว่าโรงเรียนในอังกฤษและเวลส์ จะไม่แนะนำให้ใช้ผ้ากากอนามัยในโรงเรียนอีกต่อไป แต่ก็ยังแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านและแออัด เช่น รถโรงเรียน

แต่สำหรับสกอตแลนด์ ยังคงมาตรการใส่หน้ากากอนามัยจนถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้ และในไอร์แลนด์เหนือ นักเรียนต้องเข้าเรียนในชั้นเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์แรกของภาคเรียน

080921 backtoschool1


ภาพจาก: ottawa.ctvnews.ca

รัฐบาลจัดทุนหนุนทำระบบระบายอากาศ

กระทรวงศึกษาธิการของอังกฤษ ได้ให้คำมั่นว่า จะจัดหาเครื่องตรวจวัดคาร์บอนไดออกไซด์ 300,000 เครื่องให้กับโรงเรียน ตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นไป เพื่อช่วยระบุการไหลเวียนของอากาศและลดการแพร่กระจายของไวรัส

ทางด้านรัฐบาลเวลส์ ได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการเพิ่มการไหลเวียนของอากาศและความบริสุทธิ์ จะมีการจัดเตรียมเซ็นเซอร์ CO2 30,000 ตัว และเครื่องฆ่าเชื้อโอโซน 1,800 เครื่อง รวมมูลค่า 6 ล้านปอนด์

ศ.แคทเธอรีน นอคส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อในอากาศ กล่าวว่า การช่วยหายใจสามารถลดความเสี่ยงในอากาศของไวรัสโควิดได้ถึง 70% แต่จะไม่หยุดการติดต่ออย่างใกล้ชิด เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้โรงเรียนทราบว่าพื้นที่ใดมีการระบายอากาศไม่ดี เพื่อให้ปรับปรุงการดำเนินการให้เหมาะสมได้

ทั้งนี้ หากพบว่ามีการระบาดเกิดขึ้นในโรงเรียน กรมสามัญศึกษาได้เผยแพร่รายการมาตรการที่โรงเรียนในอังกฤษพิจารณา คือ ปรับการเรียนให้จัดขึ้นภายนอกอาคาร ปรับปรุงการระบายอากาศในอาคาร นอกจากนี้ ยังอาจจำเป็นต้องใช้มาตการระบบ บับเบิล และบังคับสวมหน้ากากอนามัยชั่วคราวในพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อสูง

080921 backtoschool2

ภาพจาก: bbc.com

แนวการจัดสอบยุคโควิด

สำหรับการจัดสอบที่จะเกิดขึ้นในปี 2565 นี้ ในอังกฤษ นักเรียนมักจะได้รับแจ้งหัวข้อก่อน ส่วนเวลส์ การสอบจะได้รับการแก้ไขโดยคำนึงถึงความท้าทายที่นักเรียนต้องเผชิญ และไอร์แลนด์เหนือ การสอบระดับชาติจะมีข้อมูลเนื้อหาที่น้อยลง

ส่วนสกอตแลนด์ รัฐบาลกล่าวว่า การสอบจะดำเนินต่อไปในปีหน้า โดยการสอบระดับชาติ 5 ระดับสูงและระดับพิเศษ จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี 2565 ตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอนุญาต และเนื้อหาหลักสูตรจะถูกปรับลดลง

ทั้งหมดคือสถานการณ์การเปิดเรียนที่โรงเรียนของต่างประเทศ ที่ประเทศไทยอาจนำมาเป็นแนวทาง เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสม เนื่องจากการเรียนรู้ของนักเรียน หรือการเจริญเติบโตของเด็กไม่เคยหยุดนิ่ง แม้ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดก็ตาม

Cr.สำนักข่าวอิศรา

เด็กคนหนึ่งจะโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เขาโตมา

เด็กคนหนึ่งจะโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เขาโตมา โดยเฉพาะปัจจัยการเลี้ยงดู เป็นข้อเท็จจริงอย่างแน่นอนว่า หากเขาได้รับการเลี้ยงดูที่อบอุ่น ตอบสนองความต้องการ ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการตามวัย เด็กคนนั้นคงโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้ซึ่งบาดแผลกายและจิตใจ

ในทางกลับกัน หากเขาถูกเลี้ยงดูด้วยการควบคุม บังคับ หรือใช้การลงโทษ แน่นอนว่าเด็กคนนั้นอาจโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยบาดแผล หรืออาจเป็นผู้ใหญ่ที่มีคาแรกเตอร์เผด็จการในตัว (Authoritarian character)

ซึ่งความสัมพันธ์ในครอบครัวที่คอยตอบสนองซึ่งกันและกันตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น (Mutually responsive parent – child relationship) จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีทักษะการเข้าสังคมที่ดี โดยเฉพาะรู้จักวิธีต่อรองและตอบโต้อย่างสร้างสรรค์ รู้จักยืดหยุ่น และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ส่วนการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กรู้สึกทุกข์และไม่ปลอดภัย จากงานวิจัยของ Snonkoff (2012) ระบุว่า ปัจจัยความเครียดในวัยเด็กส่งผลกระทบต่อพัฒนาการพวกเขา เช่นเดียวกับงานวิจัยของ Lanius (2010) และของ Van Der Kolk (2014) ที่ระบุว่า ประสบการณ์เลวร้ายจะถูกบันทึกไว้ในเซลล์ประสาท ถูกดึงมาใช้เมื่อเจอการกระตุ้น เป็นกลไกป้องกันตัวเอง โดยเกิดในรูปแบบของปม (trauma) และเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด ส่วนใหญ่มักตอบสนองด้วยการ freezing คือ ภาวะสมองถูกแช่งแข็ง ไม่สู้ หรือหนี ซึ่งลักษณะเช่นนี้สามารถพบได้ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตตระกูล Hominidae (หรือวงศ์ลิงใหญ่ (Great ape) หนึ่งในบรรพบุรุษของมนุษย์)

อย่างไรก็ตามในสายพันธุ์มนุษย์ พวกเรามีการพัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มีความเท่าเทียม และรู้จักการดูแลตอบสนองอย่างเต็มที่ บุคลิกภาพประชาธิปไตยจะเกิดกับเด็กที่มีสุขภาพดี ได้รับการเลี้ยงดูตามลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ ต่างจากเด็กที่มีบุคลิกภาพเผด็จการจะเกิดจากวัยเด็กที่ผ่านการเลี้ยงดูแบบรุนแรง ขัดต่อธรรมชาติมนุษย์

Cr อ่านบทความ https://thepotential.org/knowledge/democracy-vs-dictatorship/

อย่ารักลูกแค่ตอนอารมณ์ดี

อย่ารักลูกแค่ตอนอารมณ์ดี
.
ตอนเราอารมณ์ดี ก็อยากให้ลูกอยู่
.
แต่พอเราอารมณ์ไม่ดีก็เอาแต่ไล่ให้ไปเพราะรำคาญ
.
รำคาญความพูดไม่รู้เรื่อง รำคาญที่ช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ รำคาญที่ต้องคอยดูแลทั้งที่เราก็อารมณ์ไม่ปกติ
.
จนบางครั้งพอรู้ตัวก็อยากขอโทษเขา
.
เพราะเราเองก็มานึกได้ว่า
.
ตอนลูกดีใจ เสียใจ ต้องการกำลังใจ เขาเรียกหาแต่เรา มีแต่เรา เพราะเราคือโลกทั้งใบของเขา
.
และทำไมเราถึงเลือกอยู่กับเขาแค่บางเวลาที่เราอยากจะอยู่….
.
จะพยายามให้เวลากันและกันให้มากขึ้นนะ
.

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.parentsone.com/donot-care-yourkid-when-you…/

Cr. http://www.parentsone.com

“การเรียน ออนไลน์ เป็นนรกของ พ่อแม่ลูกไปแล้วหรือ”

“การเรียน ออนไลน์ เป็นนรกของ พ่อแม่ลูกไปแล้วหรือ”
นี่เป็นเสียงสะท้อนบางช่วงบางตอนของพ่อแม่ ที่บางคนแทบนั่งร้องไห้ โดยมีคะแนนของลูกเป็นเดิมพัน แถมมีวิชาเรียนที่ไม่เป็นเรื่อง แต่เอาเรื่อง

นี่คือเหตุผลที่เสนอว่า ควรปรับเปลี่ยนวิธีการโดยเร็ว ก่อนที่ครอบครัวจะเกิดอาการเหนื่อยล้า

ยกเลิกการตัดเกรด โดยเฉพาะชั้นเรียนประถมทั้งหมด

ยกเลิกตัวชี้วัด ที่ในระบบ online แต่ไปยกเอาตัวชี้วัดแบบเดิม มันกำลังจะกดดันทั้งครู พ่อแม่

ยกเลิกระบบแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นในชั้นเรียนเด็กเล็ก เด็กโตทั้งหมด

ยกเลิกการมอบการบ้านโดยไม่ประเมินภาพรวมงานค้าง และวิเคราะห์ให้ดีกับสภาพความเป็นจริงของพ่อแม่

ลดละเลิกวิชาบางอย่างในสถานการณ์นี้ที่ไม่สามารถประยุกต์นำไปใช้ได้

สนับสนุนให้โรงเรียนเป็นศูนยกลางชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่ช่วยทั้งเด็ก ทั้งผู้ปดครอง ให้เกิดทักษะแห่งอาชีพ ที่ทันต่อยุคสมัย

สนับสนุนนให้เกิดอาสาสมัครทางการศึกษา เพื่อช่วยพ่อแม่ เด็ก ที่กิดการเรียนรู้แบบ onsite

สนับสนุนให้ต้นสังกัดและกรรมการสถานศึกษา เล่นบท Coaching ไม่ใช่สั่งการ

สนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการความเครียดทุกฝ่าย สปาอารมณ์ เพื่อลดดีกรีความเครียด

สนับสนุนให้ใช้ทรัพยากรท้องถิ่น ในการบูรณาการเข้ากับการเรียนรู้จนเกิดอาชีพ

สนับสนุนการเข้าเรียนแบบ mainstreaming ผสมผสาน กับผู้ทร่ไม่พร้อม ให้ช่วยเหลือเกื้อกูล เพื่อยกระดับคุณภาพพลเมือง

ใช้หลักสูตรสมรรถนะ มากกว่า การแบ่งเป็นรายวิชาตัดเกรด

Cr บันทึกหมอเดว