หลากหลายคำพูดและการกระทำเพื่อจัดการกับ “การร้องไห้” ของลูกที่อาจทำร้ายลูกอย่างไม่รู้ตัว

“หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้นะ” “ไม่เก่งเลยร้องไห้แบบนี้”
“ไปร้องไห้ในห้องให้พอ หยุดร้องแล้วค่อยออกมาคุยกับแม่”
“เป็นเด็กขี้แยไปได้ เรื่องแค่นี้เขาไม่ร้องไห้กันหรอก”
“เด็กผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กันหรอก !”

หลากหลายคำพูดและการกระทำเพื่อจัดการกับ “การร้องไห้” ของลูกที่อาจทำร้ายลูกอย่างไม่รู้ตัว … เพราะแค่ #สิทธิในการร้องไห้ ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ … ฤาพ่อแม่ต้องการสร้างเด็กที่ต้อง “เก็บกดอารมณ์ความรู้สึก” ไม่ให้แสดงออกและระบายออกมา โดยหลายคนเชื่อว่า “น้ำตา คือ ความอ่อนแอ” เราต้องเติบโตมาอย่างเข้มแข็ง กล้าแกร่ง ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น … โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่เราอาจได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อยครั้งกว่า

ผู้ใหญ่หลายคนจึงเติบโตมาเป็น คนที่แสดงออกอย่างคนเข้มแข็ง แต่ภายในนั้่นแสนจะเปราะบาง … บางคนเติบโตมาแบบร้องไห้ไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ (มีจริง ๆ นะ)

มนุษย์เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกด้วย “หยดน้ำตา” (Emotional Tear) … เมื่อเราเศร้า เสียใจ อ้างว้าง ปีติตื้นตันหรือดีใจมาก ๆ จนถึงจุดที่เราสูญเสียการควบคุม มนุษย์อย่างเราจึงร้องไห้ออกมา … น้ำตาจึงเป็นมากกว่าสารคัดหลั่งมาต่อมน้ำตาหลั่งออกมาเพื่อหล่อลื่นดวงตาหรือเมื่อมีสิ่งระคายเคืองตา …

“ถ้ารู้สึก เราก็แค่ร้องไห้ออกมา”
ง่าย ๆ แบบนั้น …

อาจเพราะประโยคที่เราอาจจะเคยได้ยินและอาจเคยได้ฟังยามที่เราเสียใจในวัยเด็กอย่าง “ไม่เก่งเลย ร้องไห้แบบนี้” หรือ “ร้องไห้ให้เสร็จ แล้วค่อยมาคุยกัน” จนทำให้หลายคนเข้าใจว่า #คนเก่งต้องไม่ร้องไห้ และ #ถ้าร้องต้องอย่าให้ใครเห็น … ซึ่งต้องเข้าใจว่ามีพ่อแม่หลายคนที่ตีความ ‘วิธีการดีลกับการร้องไห้’ ของลูกตามวิถีการเลี้ยงลูกเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น … เพราะตำราบอกว่าอย่าเพิ่งพูดหรือสอนตอนที่ลูกร้องไห้ เขาจะไม่ได้ฟังในสิ่งที่พ่อแม่พูดหรอกเพราะอารมณ์ความรู้สึกที่พุ่งสูงกำลังครอบงำลูกอยู่ โดยให้เริ่มพูดคุยและสอดแทรกการสอนตอนที่ลูกหยุดร้องไห้แล้ว … หลายคนจึงเดินหนีลูกตอนที่ลูกร้องไห้ หรือให้ลูกไปร้องไห้ในห้องให้จบก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกัน …

เขาบอกว่า “ยังไม่ต้องพูดคุย” แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้สื่อสารกับลูก … เพราะ ‘การสื่อสาร’ ไม่จำเป็นต้องมีการพูดคุย … เราสื่อสารและต่อติดอารมณ์กับลูกได้ยามที่ลูกร้องไห้ ด้วยอ้อมกอด ด้วยการสบตา และหลายครั้งด้วย “การอยู่ตรงนั้นไม่ใกล้เกินไปจนอึดอัด และไม่ไกลเกินไปจนรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง” … ให้ลูกได้รู้ว่า “แม่รู้นะว่าหนูเสียใจ และแม่อยู่ตรงนี้ข้าง ๆ ลูกนะ ร้องไห้เสียให้พอนะลูก แล้วลูกจะเติบโตขึ้นจากทุก ๆ หยดของน้ำตาที่ไหลออกมาจากตาของหนู”

คนเราไม่ต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้
ความเสียใจ เก็บไว้อย่างไร เราก็ ‘รู้สึก’ อยู่ดี
ร้องไห้ได้นะ ถ้าเรารู้สึก เพราะเมื่อเราได้ร้องไห้ ใจเราจะพบความว่าง ความสงบ และความโล่งใจขึ้น นั่นแหละ #ข้อดีของการร้องไห้ นั่นแหละครับที่เราเรียกว่า Good cry

ปัจจุบันนี้ยังไม่รู้หรอกว่า “ทำไมน้ำตาจึงเยียวยาจิตใจของคนเราได้” … แต่ทางการแพทย์เราพบว่า ยามเราร้องไห้ พบว่าฮอร์โมนอย่าง Prolactin, ACTH, Leu-enkephalin เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดย ACTH และ Enkephalin นั้นมีฤทธิ์เหมือนยาแก้ปวดตามธรรมชาติยามที่เราเครียดอย่างเหลือแสน เราจึงรู้สึก “ดีขึ้น” หลังจากได้ร้องไห้ออกมา

กับลูกก็เช่นกัน อย่าเสียโอกาสที่ลูกจะ “รู้สึก” และ “เติบโต” ขึ้นจากความรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง ผ่านไปให้ได้ด้วยตัวของเขาเอง โดยที่มีเรา อยู่ข้าง ๆ เป็นคนที่คอย รับฟัง ให้กำลังใจ หรืออาจมีไหล่ไว้ให้พัก ตักไว้ให้หนุน แค่นั้นเองที่ลูกต้องการ และเมื่อเขาพร้อมจะลุก ก็ให้เขาค่อย ๆ แก้ปัญหา (หากแก้ได้) โดยที่มีเราเป็นที่ปรึกษาและฝ่ายสนับสนุนก็พอ

อย่าปิดโอกาสลูกแสดงความเป็น ‘คน’ อย่าปิดโอกาสเขาที่จะแสดงความรู้สึกด้วยคำว่า “เด็กดีเขาไม่ร้องไห้กัน”​ เพราะมันไม่มีหรอก ‘ยอดมนุษย์’ ในชีวิตจริงที่ไร้ความรู้สึก แบบนั้นมันแค่แค่หุ่นยนต์ที่ไร้หัวจิตหัวใจตัวหนึ่งเท่านั้นเอง และไม่ว่าเพศไหนทุกคนควรมีสิทธิในการร้องไห้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาตัดสินว่า ‘อ่อนแอ’ … ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว … คนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองนั่นแหละ คือ คนที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง

Cr#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

ทำไมยังไม่มีวัคซีน Covid-19 สำหรับเด็ก

หลังจากบริษัทผลิตวัคซีนต่าง ๆ ได้รายงานถึงผลข้างเคียงที่พบได้ยากในผู้ใหญ่และวัยรุ่น ทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA จึงได้ขอให้บริษัทผลิตวัคซีนขยายการทดลองทางคลินิกวิทยาในเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี
.
เนื่องจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าไม่ใช่สิ่งที่เรารอได้ มันได้แพร่กระจายทั้วสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองหลายล้านคนทั่วสหรัฐฯ จึงไม่มั่นใจที่จะส่งบุตรหลานของตนไปโรงเรียน
.
ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นเด็กกว่า 93,824 คน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ การรักษาในโรงพยาบาลของเด็ก ๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน การติดเชื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรที่ไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งรวมถึงเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีทุกคนที่ยังไม่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนด้วย นั่นทำให้พ่อแม่หลายคนตั้งคำถามว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรจึงจะมีวัคซีนสำหรับเด็ก
.
ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การพัฒนาวัคซีนสักชนิดสำหรับเด็กเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ซึ่งต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย และปริมาณที่เหมาะสมสำหรับเด็กดังนั้น FDA คาดว่าจะยังไม่มีวัคซีนสำหรับเด็กไปจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน
.
ความท้าทายในการทดสอบวัคซีนในเด็ก

แม้วัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้ใหญ่จะมีหลายประเภท แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว พวกเขาไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ พวกเขาจึงมีระบบภูมิกันที่ทำงานต่างไปจากผู้ใหญ่ ทำให้อาจมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แตกต่างไป และอาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พบในผู้ใหญ่
.
“พวกเขาอาจตอบสนองดีขึ้นหรือแย่ลง” เจมส์ แคมป์เบลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ศูนย์การพัฒนาวัคซีนและสุขภาพระดับโลก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ กล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เมื่อต้นปีที่ผ่านมา “คุณไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนกว่าจะทำการศึกษาวัคซีนสำหรับเด็กอย่างรอบคอบ”
.
ปกติแล้วการทดสอบยาหรือวัคซีนจะเริ่มศึกษาในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงก่อน และขยายไปยังกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อไป เช่น เด็กและสตรีมีครรภ์ “สำหรับวัยรุ่นแล้ว คุณค่อนข้างมั่นใจกับการใช้ยา” พอล ออฟฟิต ผู้อำนวยการศึกษาวัคซีน โรงพยาบาลเด็กฟิลาเดลเฟีย กล่าวและระบุว่า “มันไม่ง่ายเลยเมื่อคุณอายุน้อยกว่า 5 หรือ 6 ขวบ”
.
การคำนวนปริมาณที่เหมาะสมให้กับเด็กต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด ขั้นแรกต้องเริ่มทดสอบในปริมาณต่ำให้กับกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 11 ปีเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย หลังจากนั้นจะศึกษาในปริมาณสูงขึ้น เพื่อวิเคราะห์ว่ายังคงปลอดภัยหรือไม่ เมื่อได้ผลลัพธ์อยู่ในขั้นที่ปลอดภัยแล้วจึงจะทดสอบในกลุ่มที่มีอายุน้อยลง
.
ผลข้างเคียงทำให้ล่าช้า

“ในตอนแรกดูเหมือนว่า การทดลองวัคซีนในเด็กจะเกิดขึ้นด้วยความเร่งด่วนแบบเดียวกับกลุ่มผู้ใหญ่” ฌอน โอเลร์รี อาจารย์มหาวิทยาลัยโคโรลาโด และรองประธานคณะกรรมการกุมารแพทย์แห่งสถาบันอเมริกา กล่าว บริษัทผลิตวัคซีนพัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น ไฟเซอร์สามารถทดสอบความปลอดภัยของวัคซีนในระดับคลินิกวิทยาในเด็กจำนวน 144 คนเสร็จสิ้นภายในสองเดือน และเริ่มทดสอบทางคลินิกวิทยาระยะที่ 2 กับ 3 พร้อมกันในเด็ก 4,500 คน
.
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน กลับมีรายงานกรณีหัวใจอักเสบในเด็กชายที่มีอายุระหว่าง ง 18 ถึง 24 ปี (ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจหลังการฉีดวัคซีนพบได้ยาก และมักได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว) ผู้เชี่ยวชาญจึงต้องพิจารณาการใช้วัคซีนในเด็กเล็กใหม่อีกครั้ง บางคนกล่าวว่า ควรทำการศึกษาเพิ่มเติม แต่บางคนก็กล่าวว่า การได้รับวัคซีนโดยเร็วเป็นสิ่งที่จำเป็นกว่า
.
การพิจารณานี้ส่งผลให้การทดลองหยุดชะงักลงเป็นเวลา 3 หรือ 4 สัปดาห์ จากนั้นในปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางได้ขอให้ไฟเซอร์และโมเดอร์นาขยายการทดลองทางคลินิกในเด็กเพิ่มอีกหลายพันคนและใช้เวลาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4 ถึง 6 เดือน แทนที่จะเป็น 2 เดือน
.
นิวยอร์กไทม์รายงานว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นเพื่อให้นักวิจัยตรวจสอบผลข้างเคียงที่พบได้ยาก เช่น อาการหัวใจอักเสบในเด็ก แต่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเห็นด้วยกับแนวทางนี้ สถาบันการศึกษาด้านกุมารแพทย์แห่งอเมริกาได้ยื่นหนังสือต่อ FDA ในวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ “ดำเนินการอย่างจริงจังต่อไปเพื่อให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด”
.
ในขณะที่ พอล ออฟฟิต กล่าวว่า ข้อมูลด้านความปลอดภัยทั้งหมดสามารถศึกษาได้ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีน และกลุ่มตัวอย่างที่เพิ่มขึ้นอีกสองถึงสามพันคน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ยังน้อยเกินไป ที่จะตรวจพบผลข้างเคียงที่พบได้ยาก “บางทีพวกเขาอาจเห็นบางอย่างที่ไม่สบายใจ” เขาตั้งข้อสังเกต “หรือพวกเขาอาจต้องการเห็นข้อมูลที่มากพอที่สามารถอธิบายถึงประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่”
.
แต่โจเซฟ โดฟมาชอฟสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า นักวิจัยต้องการเวลามากกว่านี้ “เรายังไม่ทราบว่า ปริมาณวัคซีนที่ใหักดกับเด็กๆ เหมาะสมกับอายุของพวกเขาหรือไม่” เขากล่าวและเสริมว่า “เรากำลังเข้าใกล้จุดหมายมาขึ้น แต่การเร่งรีบไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาด”
.
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“ไฟเซอร์” คาดว่าจะมีข้อมูลมากพอสำหรับการใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ในขณะที่ทาง “โมเดอร์นา” ระบุว่าอาจเป็นช่วงสิ้นปี 2021 หรือต้นปี 2022
.
“เรากำลังหมายถึงช่วงหลังวันแรงงานแห่งชาติ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด” (วันแรงงานสหรัฐฯ ตรงกับวันที่ 6 กันยายน) โดฟมาชอฟสกีกล่าวและเสริมว่า ไฟเซอร์ต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งเดือน เพื่อรวบรวมคำขออนุมัติการใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน หลังจากนั้นทาง FDA จะต้องใช้เวลาอีกหนึ่งถึงสองเดือนสำหรับการตรวจสอบเอกสารวิจัยทั้งหมด “ซึ่งวัคซีนไม่น่าจะได้รับอนุมัติก่อนวันขอบคุณพระเจ้า” เขากล่าว (วันขอบคุณพระเจ้าตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายน)
.
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สิ่งที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันสายพันธุ์เดลตาในเด็ก คือการฉีดวัคซีนในประชากรผู้ใหญ่ให้ได้มากที่สุด “ถ้าทุกคนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีนได้รับวัคซีนแล้ว เราจะไม่กังวลเรื่องวัคซีนในเด็กมากขนาดนี้” โอเลร์รี่กล่าวและเสริมว่า “เป็นเรื่องที่น่าเศร้าแต่ยังไม่สายเกินไป ยิ่งกลุ่มผู้ใหญ่ฉีดวัคซีนกันมากเท่าไร ลูกหลานของเราก็จะยิ่งปลอดภัยขึ้นเท่านั้น”
.
ที่มา
.
https://www.nationalgeographic.com/science/article/why-kids-are-still-waiting-for-their-covid-19-vaccines
.
แปลและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล
……………………………
Cr.ngthai.com

รู้ทัน ผลกระทบทางจิตใจของเด็ก เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก

รู้ทัน ผลกระทบทางจิตใจของเด็ก เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก

การกระทบกระทังกันของพ่อแม่ ไม่เพียงแต่สร้างรอยร้าวในใจของพ่อแม่เองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อลูกโดยตรงอีกด้วย การที่พ่อแม่ทะเลาะกันรวมไปถึงการใช้ความรุนแรงบ่อยๆ จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของตัวเด็ก เด็กจะซึบซับพฤติกรรมไม่ดีเหล่านั้นที่จะส้งผลกระทบร้ายแรงต่อตัวเด็กในอนาคตอีกด้วย

เป็นเด็กก้าวร้าว

เด็กสามารถซึมซับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย การที่เห็นพ่อแม่ทะเลาะกันมากๆ ก็จะทำให้เด็ซึมซับนิสัยก้าวร้าว ชอบใช้กำลัง ชอบรังแกคนอื่น

ขาดความมั่นคงในจิตใจ

การที่เด็กเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยๆ ส่งผลให้เด้กรู้สึกไม่สบายใจตลอดเวลา เกิดความสับสนกังวล ในระยะยาวจะทำให้เด็กนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นที่ไม่มั่นใจในตัวเอง

กลายเป็นคนโทษตัวเอง

เด็กหลายคนจะคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน ทุกอย่างเป็นความผิดของตัวเองและมักคิดว่าตนเองนั้นไม่ดีพอ

เข้าสังคมไม่เป็น

เด็กบางคนกลายเป็นคนที่กลัวการเข้าสังคม เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยว ขาดความอบอุ่น จากการที่ครอบครัวนั้นมีปัญหา

แก้ปัญหาไม่เป็น

เพราะเห็นพ่อแม่ใช้อารมณ์ใส่กัน เด็กจึงไม่ได้รับการเรียนรู้เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ทำให้เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นคนแก้ปัญหาไม่เป็นในที่สุด

เมื่อมีปัญหาขัดแย้งกัน พ่อแม่ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

  • พูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์
  • แยกกันสงบสติอารมณ์
  • แยกไปคุยกันส่วนตัวห้องอีห้องหนึ่ง
  • ส่งข้อความ หรือพิมพ์คุยกัน

อย่าลืม ปลอบใจลูก หากเผลอทะเลาะกันต่อหน้าลูกไปแล้ว

เคล็ดลับรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว

  • เข้าอกเข้าใจกัน
  • แสดงความรัก
  • แก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล
  • วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์
  • ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

อ้างอิง

Developmental Science

Family Court

Livestrong

TheAsianParent

Cr. http://www.parentsone.com

อย่าให้การเรียนแบบยัดเนื้อหาอัดเต็มไปหมดแม้จะเป็นonline ขโมยธรรมชาติพัฒนาการของเด็กและยังขโมยเวลาแห่งครอบครัว

อย่าให้การเรียนแบบยัดเนื้อหาอัดเต็มไปหมดแม้จะเป็นonline #ขโมยธรรมชาติพัฒนาการของเด็กและยังขโมยเวลาแห่งครอบครัว
โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

ทำไมเราไม่ทำโรงเรียนให้กลายเป็น Center for Home School เพื่อ support ทุกครอบครัว ทุกรูปแบบ เพื่อให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่สามารถเกิดอาชีพใหม่ๆ ในสถานการณ์นี้ ผู้ใหญ่ก็ได้ปย. เด็กก็สนุก ทลายแนวคิดเดิมๆเถอะครับ

ต้นสังกัด #เลิกสั่งการแต่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง !!!

ถ้ายิ่งกระจายอำนาจลงท้องถิ่นได้ยิ่งดี อย่าหวงไว้ที่ส่วนกลาง #ทลายกฎกรอบที่หยุมหยิมในยามนี้

เพราะ #โปรดตระหนักด้วยว่าตอนนี้ทุกคนเครียดได้ง่ายมากในสถานการณ์เช่นนี้ (COVID19)

“ต้นสังกัดมีหน้าที่ปลด lock ความตึงและกฎกรอบของ ตัวเองที่แข็งกระด้างมากและยาวนาน
อย่าให้การเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้บนความทุกข์และความตึงเครียด เพราะไม่ว่าผู้สอน ผู้เรียน หรือแม้พ่อแม่เครียด การเรียนรู้นั้นจะเปล่าประโยชน์ อยากที่จะเกิดศรัทธา และ ใจรักที่จะเรียนรู้ได้เลย อีกอย่าง มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์เดินได้ อย่าเข้าใจผิดนะครับ #เหลือเวลาให้อยู่ในครอบครัว #อยู่กับตัวเองที่ได้ฝึกสติสมาธิฝึกความเป็นคนที่มีความเอื้ออาทรมากกว่าสนใจแต่เกรดและวิชาการ “
(สุริยเดว 2564)

Cr#บันทึกหมอเดว

12/8/64

ผลร้ายจากการเป็นคุณแม่ที่จู้จี้จุกจิกมากเกินไป

▶︎ 5 ผลร้ายจากการเป็นคุณแม่ที่จู้จี้จุกจิกมากเกินไป

คุณพ่อคุณแม่เคยคิดว่าตัวเองกำลังเป็นพ่อแม่ที่จู้จี้จุกจิกกับลูกมากเกินไปไหมคะ หรือเคยสังเกตไหมว่า เวลาบอกหรือคอยเตือนให้ลูกทำอะไรแต่ละครั้ง เจ้าตัวเล็กของเรามีท่าทีตอบรับกลับมาแบบไหน ถ้าเคยเห็นลูกทำหน้าบึ้งตึงหรือถอนใจด้วยความเหนื่อยหน่ายเวลาที่คุณพ่อคุณแม่บอกให้ทำอะไรแล้วละก็… เป็นไปได้ว่าลูกกำลังรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังจู้จี้จุกจิกกับเขามากเกินไปแล้วล่ะค่ะ

ความจู้จี้ของคุณพ่อคุณแม่จะมีผลกับลูกเมื่อลูกเติบโตถึงช่วงวัยที่เริ่มอยากเรียนรู้ คิด และตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง การที่คุณพ่อคุณแม่คอยบอกคอยเตือนให้ลูกทำทุกอย่างตามใจตัวเองมากเกินไป อาจจะไปขัดขวางพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูก และอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกได้จู้จี้ขี้บ่นทุกเรื่อง อาจกลายเป็นการสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ดีแทนได้

  1. ทำให้ลูกไม่ฟัง
    .
    ถ้าคุณพ่อคุณแม่เอาความจู้จี้จุกจิกมาใช้กับลูกมากเกินไป ผลเสียที่จะตามมาก็คือลูกจะรู้สึกรำคาญ ไม่สนใจ และไม่ให้ความสำคัญกับคำพูดหรือการตักเตือนของคุณพ่อคุณแม่ และยังกลายเป็นการไม่อยากนำปัญหามาปรึกษาหรือบอกเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง เพราะไม่ต้องการให้คุณพ่อคุณแม่บ่นหรือจู้จี้มากเกินไปอีกด้วย
    .
  2. ทำให้ลูกไม่มีความมั่นใจในตนเอง
    .
    ลูกที่มีคุณพ่อคุณแม่คอยจู้จี้จุกจิกมากเกินไป จะส่งผลให้กลายเป็นเด็กขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กล้าริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ หวาดกลัว ขี้กังวล และไม่สามารถตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองได้ เพราะไม่มั่นใจว่าความคิดหรือการตัดสินใจของตัวเองจะถูกต้อง และยังกลัวว่าจะต้องโดนคุณพ่อคุณแม่คอยจู้จี้ต่อไปอีกด้วย
    .
  3. ทำให้ลูกมีพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้น
    .
    เมื่อถึงวัยหนึ่งลูกอาจจะเริ่มมีความคิดและพฤติกรรมต่อต้านบ้างเป็นปกติ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าการคอยบอกคอยเตือนบ่อยๆ จะทำให้ลูกเข้าใจและเชื่อฟังมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่จู้จี้จุกจิกกับลูกมากเกินไป นอกจากจะไม่ทำให้ลูกเชื่อฟังแล้ว ยังทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด เก็บกด และอาจทำให้ความไม่พอใจของลูกปะทุขึ้นมา กลายเป็นพฤติกรรมต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ได้
    .
  4. ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก
    .
    เมื่อทำอะไรก็ไม่เป็นที่พอใจไปเสียทุกอย่าง เป็นไปได้ว่าลูกจะเริ่มมีความรู้สึกไม่อยากใช้เวลาร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะอยู่แล้วอึดอัดและไม่เป็นตัวของตัวเอง
    ซึ่งความรู้สึกนี้ กลายเป็นชนวนที่ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวและอาจส่งผลไปถึงอนาคตได้
    .
  5. ลูกเลียนแบบพฤติกรรม
    .
    โดยทั่วไปแล้วหากพ่อแม่มีพฤติกรรมอย่างไร ลูกย่อมมีโอกาสที่จะเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านั้น
    ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่มีนิสัยจู้จี้จุกจิกให้ลูกเห็นบ่อยครั้ง ถึงแม่ลูกจะไม่ชอบพฤติกรรมนั้น แต่ก็มีแนวโน้มที่ลูกจะซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้นและนำไปใช้กับคนอื่นต่อไป ซึ่งอาจทำให้มีผลกระทบต่อการเข้าสังคม หรือโต้ตอบพ่อแม่ในลักษณะเดียวกัน รวมถึงการมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นน้อยลงอีกด้วย

อ้างอิง
https://afineparent.com/positive-parenting-faq/how-to-stop-nagging.html
https://www.parentmap.com/article/nagging-parenting-advice-sarina-behar-natkin

shortbrief

คำสอน หลวงปู่มั่น

คำสอน หลวงปู่มั่น

1.) “เมื่อใดที่โมโห” ลองนั่งนิ่งๆ ทบทวนดูว่า… เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตนี้มีอยู่อีกสักกี่วัน ทำไมต้องไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง…..

2.) “ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด” ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นหากลองดูดีๆ จะพบว่า มีแต่ ถูกใจ หรือ ไม่ถูกใจ

3.) “เมื่อใดที่กลัดกลุ้มใจ” ลองสูดลมหายใจลึกๆ แล้วคิดดูว่า… ทุกวินาทีที่ผ่านไป กำลังบอกเราว่า… ” เวลาของเราน้อยลงไปอีก 1 วินาทีแล้ว “

4.) “การได้พบหน้ากันในวันนี้” หมายความว่า หมดโอกาสได้เจอกันไปอีกครั้งหนึ่งแล้วแล้ว… ” เราจะมัวมาทะเลาะกัน ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องไปทำไม…? “ …

5.) “เมื่อใดที่ถูกเอาเปรียบ” ลองปล่อยวางดูบ้าง พูดมากจะเสียมิตร

6.) “เรื่องหลายๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามา” มันก็แค่กระทบเรา ชั่วครู่ ชั่วคราว เดี๋ยวเดียวก็ผ่านไป

7.) “เมื่อใดที่ใครบางคนทำให้เราเสียใจ” ลองปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ทบทวนดูสิว่า ชีวิตนี้… ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน

8.) “เมื่อใดที่เรารู้สึกโดนแย่งอะไรไป” ให้ลองไตร่ตรองดู ไม่มีใครครอบครองสิ่งใดในโลกนี้ได้ตลอดไป

9.) “อาจไม่รวยล้นฟ้าเหมือนเศรษฐีมีเงิน”….แค่สุขภาพแข็งแรงมากกว่าคนที่นอนอยู่ตามโรงพยาบาล ก็นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นๆ อีกมากเพียงใด …

10). “ความสุขง่ายๆ ที่เรามองข้าม” วันนี้ยังกินข้าวได้ ยังนอนหลับสบาย แค่นี้คุณก็ถือว่า โชคดีกว่าใครๆ อีกหลายๆ แล้ว
#กราบคติธรรมพระอาจารย์ใหญ่ 🙇
พระครูวินัยธรรม (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) #ดินแดนพุทธะ

‘เมื่อลูกเรียนออนไลน์..แม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง’

‘เมื่อลูกเรียนออนไลน์..แม่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง’
.
.
เมื่อเราทั้ง4ชีวิตต้องเรียน/ทำงานอยู่ด้วยกันในบ้านตลอด24ชม. ทั้งปุ้มและบอลได้เห็นวิธีการเรียนออนไลน์ของลูกชายทั้งสอง ในสถานการณ์เดียวกัน แต่เราสองคนกลับมองในมุมที่ต่างกัน…

ปุ้ม : ป๊าดูดิ่ จอมทัพไม่มานั่งเรียนที่โต๊ะให้ดีๆ..ไปนั่งเลื้อยเรียนอยู่บนโซฟา..เฮ้อ!
บอล : จะเรียนตรงไหน ถ้าเข้าใจก็โอเคป่ะ

ปุ้ม : ป๊าดูดิพรุ่งนี้เช้าต้องส่งงานแล้ว แต่จอมทัพบอกจะทำเย็นนี้ ทำไมไม่รู้จักเตรียมล่วงหน้า
บอล : แต่ก็ยังส่งตรงเวลานะ

ปุ้ม : ป๊าดูดิเพื่อนๆแย่งกันตอบคำถามครู ทำไมลูกเราไม่ยกมือตอบบ้าง
บอล : ไม่เป็นไรม๊างง ก็เห็นพอครูเรียกถามรายตัว จอมก็ตอบได้หนิ

ปุ้ม : ป๊าดูดิขุนพลเขียนคำตอบในใบงานสั้นมากเลยทำไมไม่เขียนอธิบายยาวๆ
บอล : แต่เวลาเค้าพูดอธิบายครูก็ชัดเจนเข้าใจดีนะ

ปุ้ม : ป๊าดูดิ่ เด็กเล่นเกมส์อีกละ
บอล : เล่นบ้างก็ด้ายยย ทำงานเสร็จหมดแล้วไม่ใช่เหรอ
.
.
.
บอล : ปล่อยวางบ้างม๊า บางอย่างลูกเราอาจจะทำไม่ถูกใจเรา แต่ลูกเราก็เข้าใจในสิ่งที่เรียน ส่งงานตรงตามเวลา ถึงจะหลุดหลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร..อย่าเครียดมากๆ ตีนกามาอีกแล้ว
ปุ้ม : 😤
.
.
.
ตั้งแต่ LFH แม่ลูกต้องอยู่ด้วยกันตลอด ยิ่งทำให้ปุ้มเห็นพฤติกรรมของเด็กๆที่ทำไม่ถูกใจหลายอย่าง…แต่ก็ถือว่าโชคดีที่มีบอลคอยเบรคความเยอะของปุ้มไว้ ไม่งั้นเส้นเลือดในสมองคงระเบิดไปแล้ว

บอลทำให้ปุ้มเห็นว่า บางทีเราก็ควรปล่อยวาง..เซฟความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเองไว้บ้าง แบกความหงุดหงิดไม่พอใจไว้มากๆ จะเป็นเราเองที่แย่

อยู่บ้านด้วยกันตลอด24ชม.แบบนี้ จริงๆต่างคนต่างก็มีความเครียดอยู่ลึกๆแหล่ะ แล้วเราจะไปสร้างความรู้สึกแย่ๆเพิ่มขึ้นทำไม

หลายสิ่งระหว่างทางที่ลูก ‘ไม่ได้ดั่งใจเรา’ อาจต้องลองปิดตาข้างนึง แล้วดูผลที่ปลายทางแทน
ถ้ามันแย่ ไม่ไหวจริงๆ เราค่อยมาปรับแก้กัน

แนวโน้ม LFH/WFH ดูท่าจะอีกยาว นอกจากลูกๆเรียนรู้ที่จะต้องปรับตัวกับการเรียนแบบใหม่ คนเป็นแม่(ที่มีความเยอะแบบปุ้ม) ก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับมุมมอง…เพื่อความผาสุขของครอบครัว🤣

โควิดยังอีกยาวไกล
ประคับประครอง
เรียนรู้
ปรับตัว..กันไปเนอะ

Cr#แม่ปุ้ม

พาลูกเที่ยวดะ #เพราะลูกเป็นเด็กได้ครั้งเดียว

จัดการลูกโมโหด้วยการกอด

#จัดการลูกโมโหด้วยการกอด

ลูกโมโหจนคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ระเบิดอารมณ์แบบสุดๆ ถ้าเกิดเหตุการ์ณแบบนี้ #ยิ่งใช้อารมณ์เรื่องจะยิ่งแย่

ถ้าเราปรี๊ดๆใส่ลูก แข่งกันโมโห แข่งกันหงุดหงิด ตะคอกใส่ลูก มีแต่จะยิ่งแย่

ลูกยิ่งงอแง เราก็ยิ่งหงุดหงิด ใช้อารมณ์คุยกันไม่รู้เรื่อง

#ลูกโมโห ลองกอดลูก แล้วใจเย็นๆคุยกัน

กอดลูก ให้ลูกใจเย็นขึ้น
กอดลูก ให้ลูกรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน
กอดลูก ให้พ่อแม่ใจเย็นลง และเตือนสติตัวเองว่าเรารักลูกมากแค่ไหน
กอดลูก แล้วปลอบลูกเบาๆ สงบแล้วค่อยมาคุยกัน ค่อยสอนลูกตอนอารมณ์เย็นลงแล้ว

ลองเปลี่ยนวิธีดูนะคะ #การกอดดีเสมอ ลดการใช้อารมณ์ ลดคำพูดเชิงลบ

#ลูกหงุดหงิด โมโห จับกอดซะเลย
Cr. FB BasicskillTH

ลูกก็เป็นเหมือนพ่อแม่นั่นแหละ

ลูกก็เป็นเหมือนพ่อแม่นั่นแหละ

แกนหลักของพัฒนาการเด็กทั้งปวง อยู่ที่ #ผู้เลี้ยงดูหลัก หรือ #พ่อแม่ นั่นเอง

เด็กจะวนเวียนและเคลื่อนที่อยู่รอบ ‘แกนกลาง’ นี้ตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่เขาเริ่มแยกตัวเองออกจากพ่อแม่ในช่วงวัยรุ่นเพื่อสร้าง “อัตลักษณ์” และ “ตัวตน” ของเขาใน “รังดักแด้” ที่ห่อหุ้มตัวตนที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาในวัยเด็ก โดยรังดักแด้นี้จะประกอบไปด้วย ห้องนอน กลุ่มเพื่อน โรงเรียน ไอดอล และความเชื่อที่เขาศรัทธาในช่วงวัยรุ่นนั้น เพาะบ่มจนกระทั่งวันที่เขาเติบโตพอที่จะกระเทาะเปลือกออกมาเป็น “ผีเสื้อ” โบยบินออกไปใช้ชีวิตของเขาเองในที่สุด ดังนั้นวัยที่พ่อแม่ยังเป็นแกนกลางของพัฒนาการอย่างวัยเด็กจึงมีความสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ ในการปลูกฝังสิ่งที่ดีหรือไม่ดีในตัวของลูกนั่นเอง

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ลูกจะวนเวียนรอบตัวพ่อแม่ประหนึ่งเจ้ากรรมนายเวร 555 วิ่งวน ๆ พูดวน ๆ เสียงดังไปมาอยู่รอบตัวพ่อแม่ ยามไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เขาก็เรียกร้องความสนใจ ก็แค่นั้นเอง … และสิ่งที่ลูกได้ #มากกว่าคำสอนสั่งคือตัวอย่างที่ลูกได้เห็น ยิ่งกว่ากระจกสะท้อนมาร ก็คือ ลูกนี่แหละ 555

อยากให้ลูกเป็นคนรักการอ่าน ถามตัวเองก่อนว่า พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังอย่างสม่ำเสมอหรือยัง ตัวเองอ่านหนังสือให้ลูกเห็นหรือยัง … อยากให้ลูกเป็นคนอ่อนโยน แต่ตัดภาพมาคือพ่อแม่คือ เกรี้ยวกราด อาละวาดเหมือนนางยักษ์ถล่มเมืองในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ลูกจะเอาความอ่อนโยนที่ไหนมาเป็น … ก็เกรี้ยวกราดเป็นลูกยักษ์นั่นแหละครับ 555

อยากให้ลูกนั่งกินข้าวให้ครบ 3 มื้ออย่างรู้หน้าที่มีระเบียบวินัย แต่ตัวพ่อแม่เองกินข้าวไม่เป็นเวลา ไม่เคยนั่งกินร่วมกับลูก ไม่เคยกินให้ลูกเห็น เอาง่าย ๆ พ่อแม่หลายคนมาบ่นกับพ่อหมอว่า “ลูกไม่กินผัก” พ่อหมอมักจะถามกลับไปคำแรกว่า “แล้วพ่อแม่กินผักหรือเปล่าครับ” … หลายบ้านตอบเสียงอ่อยว่า “พ่อแม่ก็ไม่ค่อยกินผักค่ะ” แล้วลูกจะเอาตัวอย่างที่ไหนมาสร้างนิสัยในการกินผักได้ ใช่ไหมครับ เพราะเมื่อพ่อแม่ไม่กินผัก อาหารบนโต๊ะอาหารก็มักไม่มีผักเป็นส่วนประกอบ เมื่อพ่อแม่ไม่กินให้ดูอย่างเอร็ดอร่อย โอกาสที่ลูกจะยื่นมือมาแย่งกินก็ลดลง … ลองกลับไปกินผักอย่างเอร็ดอร่อยอย่าสม่ำเสมอให้ลูกเห็นจนชินตาสิครับ แล้วเราจะค่อย ๆ เห็นลูกเปิดรับผักเข้ามาในชีวิตมากขึ้นได้เอง

“ลูกไม่ยอมดื่มน้ำเลยค่ะ หมอ” แก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการที่พ่อแม่เดินเปิดน้ำในตู้เย็น รินน้ำลงแก้วใส ดื่มเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งวัน … พ่อหมอเชื่อว่า แค่พ่อแม่ลุกขึ้นเดินห่างลูกออกไป เด็กเล็กจะมองตาม หลายคนจะเดินตาม และพอเห็นพ่อแม่เริ่มค่อย ๆ รินน้ำลงในแก้ว เด็กจะเริ่มตะกายขาอยากมีส่วนร่วม เมื่อพ่อแม่ดื่มน้ำและแสดงประหนึ่งเป็นพระเอกนางเอกโฆษณาน้ำแร่ในทีวี ดื่มพรวดให้ลูกกระเดือกเคลื่อนพร้อมเสียง “อึ๊ก ๆ” แล้วสบถออกมาหลังดื่มอย่างสดชื่นว่า “แฮ่ ….” … เชื่อเถอะว่า ลูกจะอยากดื่มน้ำด้วยกับเรา … เทคนิคนี้พ่อหมอบอกพ่อแม่เสมอเวลาพาลูกมารับวัคซีน … ส่วนใหญ่ได้ผลจริง ๆ ลูกดื่มน้ำได้มากขึ้น ซึ่งถ้าพ่อแม่เองก็ไม่ดื่มน้ำ อย่าหวังให้มากว่าลูกจะดื่มน้ำ จอ บอ จบ.

เพราะนี่คือพลังแห่ง #พฤติกรรมเลียนแบบ ของเด็กนั่นเอง …

นี่รวมถึงวิถีคิด และวิถีการใช้ชีวิตด้วยนะครับ … อยากให้ลูกเป็นคนกล้า แต่แม่ห้ามลูกตลอด กลัวหกล้ม กลัวเลอะเทอะ กลัวนั่นโน่นนี่ … หรือทำหน้าตกใจ เป็นกังวลใส่ลูกทุกครั้งที่เกิดอะไรขึ้นรอบตัวลูก รวมถึงรอบตัวคุณแม่ … เด็กจะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย เริ่มรู้สึกไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไร ซึ่งมีการศึกษาที่พบและยืนยันว่า พ่อหรือแม่ที่ขี้กลัว จะส่งผลให้ลูกเป็นเด็กขี้กลัว อย่างมีนัยสำคัญ*

ดังนั้นอยากให้ลูกเป็นอย่างไร จงเป็นอย่างนั้นให้ลูกเห็น

แล้วทั้งหมดที่เราเป็น ที่เราคิด ที่เราทำ ที่เราพูดในชีวิตประจำวัน (ไม่ใช่คำสั่งสอน) มันจะค่อย ๆ ซึมซับลงไปในตัวของลูกทีละน้อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว … รู้ตัวอีกทีก็คือ ลูกใช้เท้ากดพัดลมเหมือนเราไปแล้ว 555 หรือเริ่มมีคำที่หลุดออกจากปากที่รู้เลยว่า “นี่มันคำพูดของเราชัด ๆ” … เพราะไม่ใช่แค่พันธุกรรมที่ลูกจะรับจากเราไป แต่คือทั้งหมดที่เป็นเรา ดึงนั่นนิด นี่หน่อย โน่นอีกหนึ่ง เอาไปประกอบในร่างใหม่นั่นเอง

Cr#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

กล่าวคำชม ให้มากกว่าคำด่า ในแต่ละวัน

กล่าวคำชม ให้มากกว่าคำด่า ในแต่ละวัน
ให้อมยิ้ม มากกว่าไม้เรียว แล้วจะได้เขากลับมา

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์