ตีเสียงดังไม่ใช่ทางออกในการหยุดพฤติกรรม “ดื้อ” ของเด็กน้อย

ตี🤚 เสียงดัง📢 ไม่ใช่ทางออกในการหยุดพฤติกรรม “ดื้อ” ของเด็กน้อย

คุณอาจหยุดพฤติกรรม ดื้อ งอแง ร้องไห้ โวยวาย ได้ทันที 😭

แต่… คุณอยากให้ลูกเงียบ หยุดงอแง เพราะ #กลัว คุณดุ ตี 😡

หรือ อยากให้ลูกคุณ #เข้าใจเหตุผล ว่าทำไมควรทำหรือไม่ควรทำ แล้วมีวุฒิภาวะในการคิด และ ตัดสินใจ 🤔

ลองกลับไปทบทวนกันว่า ส่วนใหญ่เวลาเราตี ลงอารมณ์ที่ลูก เราควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไหม เราเผลอหงุดหงิด แล้วดุลูกด้วยอารมณ์หงุดหงิดของเราหรือเปล่า❓❓

เมื่อเราเผลอลงอารมณ์ที่ลูก ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ลูกยิ่งดื้อ งอแง เรียกร้องความสนใจ ไม่เชื่อฟัง ต่อต้าน คุมอารมณ์ไม่ได้ ตีคุณกลับ ไปตีเพื่อนที่โรงเรียน 🏫

ต้นเหตุ เกิดจากพ่อแม่ทำให้ดู ทำให้เห็นหรือเปล่า❓

หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มรู้สึกว่าจะไม่ไหวแล้ว ดีลกับลูกไม่ไหวแล้ว อารมณ์จะระเบิดแล้ว🤯 ให้รีบปลีกตัวออกมาสงบอารมณ์ตัวเองก่อน ให้คนอื่นในบ้าน มาช่วยคุยกับลูกแทน เมื่อเราคุมอารมณ์ตัวเองได้แล้ว ค่อยกลับไปคุยกับลูกใหม่

ใจเย็นๆ ค่อยๆคุยกับลูกด้วยเหตุผล อย่าไปลงอารมณ์ที่ลูก

ผลกระทบเมื่อเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้

คำถามสำคัญเมื่อเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้คือ พวกเขาจะเจอผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องว่า แล้วพวกเขาจะเติบโตเป็นคนแบบไหน

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ชี้ให้เห็นผลกระทบอย่างน้อย 2 ประเด็น

หนึ่ง การเรียนรู้ถดถอยสะสม

เงื่อนไขข้อจำกัดของการเรียนยุคโควิด อาจส่งผลให้เด็กรุ่นนี้มีพัฒนาการช้ากว่าอายุจริงประมาณ 3 ปี

สอง ความถดถอยรวมหมู่

การเรียนออนไลน์โดยอยู่ในกรอบอนุรักษนิยม ต้องเข้าแถว ร้องเพลงชาติ แต่งเครื่องแบบ ขณะที่เด็กๆ ไม่ได้เล่นกับเพื่อน ไม่ได้รัก ไม่ได้โกรธ ไม่ได้ทะเลาะ จะส่งผลโดยตรงต่ออัตลักษณ์

เด็กรุ่นนี้ มีแนวโน้มจะอดทนต่อความเครียดต่ำ หัวร้อนง่าย และมีโอกาสลงไม้ลงมือสูง

นี่คือการส่งคำเตือนไปถึงสิ่งที่เราจะเจอในอนาคต

อ่าน ‘โรงเรียนลักปิดลัก เปิดสร้างความเสียหายมากเพียงไร’
https://waymagazine.org/prasert-family-36/

จากฟรอยด์ถึงEFและทักษะศตวรรษที่21

Cr. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

แค่อยากให้แม่เข้าใจ

แค่อยากให้แม่เข้าใจ

‘ฮาอึน’ หรือ ‘คิมฮาอึน’ เด็กหญิงชาวเกาหลีใต้ เธอเขียนจดหมายฉบับนี้มาถึงรายการ Hello Counselor

.

สวัสดีค่ะ หนูชื่อ คิมฮาอึน อยู่ชั้น ป.4 หนูเรารู้ว่าทุกคนเหนื่อยกับชีวิตที่วุ่นวายของตัวเอง แต่หนูคิดว่าตัวเองเหนื่อยที่สุดแล้ว เพราะตื่นเช้าขึ้นมาหนูต้องไปโรงเรียน พอเลิกเรียนก็ต้องไปเรียนเปียโน เสร็จแล้วก็ต้องไปเรียนพิเศษ และเรียนไวโอลินด้วย หนูเรียนพิเศษเยอะมาก แล้วยังต้องอ่านหนังสือ ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ ฝึกเขียน กว่าจะกลับบ้านก็สี่ทุ่มแล้ว กว่าจะได้นอนก็ประมาณห้าทุ่ม แม่บอกว่าหนูต้องเรียนมากๆ แต่นี่มันมากเกินไป

หนูขอแม่ไปงานวันเกิดเพื่อน บอกแม่ว่า “ขอไปแป๊บเดียวนะแม่” แต่แม่บอกว่า “ไม่ได้ เธอต้องอ่านหนังสือ” คงเพราะหนูไม่เคยไปไหนกับเพื่อนๆเลย พวกเขาก็เลยไม่มางานวันเกิดของหนูด้วย

ไม่เป็นไร หนูพยายามตั้งใจเรียนให้หนัก แต่พอประกาศผลสอบ หนูบอกแม่ว่า “ทำถูกหมดเลยนะแม่ ผิดไปแค่ข้อเดียวเอง” แม่กลับบอกว่า “แบบนั้นมันไม่เรียกว่าถูกหมด ผิดข้อเดียวมันคือความล้มเหลวนะ”

วันนั้นหนูร้องไห้ใหญ่ หนูเหนื่อยมาก หนูแค่อยากจะพักบ้าง ใครก็ได้ ช่วยหยุดแม่หนูหน่อย”

.

รายการนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ การเปิดโอกาสให้คนที่มีปัญหาบางเรื่องได้สื่อสารความรู้สึกที่แท้จริงในใจกับอีกคน เพื่อให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น

คนคนนั้น ที่ฮาอึนอยากให้เข้าใจมากที่สุดก็คือ ‘แม่ของเธอ’

ตอนแรกที่ฮาอึนเดินเข้ามาในห้องส่งของรายการ เธอเข้ามาด้วยใบหน้าที่ร่าเริงและยิ้มแย้มจนพิธีกรถามว่า “ลองคิดว่าเธอต้องเครียดดูสิครับ” แต่หลังจากที่ฮาอึนเริ่มเล่าเรื่องของตัวเอง เธอก็เริ่มน้ำตาไหน

คำพูดที่พรั่งพรูออกมา แสดงว่าเธอกำลังอึดอัดอย่างยิ่ง

เธอเป็นคนชอบกิน แต่เมื่อเธอต้องเรียนพิเศษจนมืดค่ำ ทำให้ต้องกินคิมบับ(ข้าวห่อสาหร่ายยัดไส่ต่างๆ)ในร้านสะดวกซื้อเป็นอาหารเย็น

ใจจริงเธออยากเรียนเต้น แต่แม่ก็บังคับให้เธอเรียนดนตรี เพราะเป็นสิ่งที่แม่รู้สึกว่ามันดีกว่า และเป็นความฝันที่แม่อยากจะเล่นเปียโน สีไวโอลินได้

เธออยากดูทีวีบ้าง แต่แม่บอกว่าทีวีมันไม่มีอะไรน่าสนใจ

ฮาอึนเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก คะแนนสอบดีเลิศและไปแข่งขันได้รางวัลมามากมาย เธอนำรางวัลและเกียรบัตรรางวัลต่างๆมาในรายการด้วย ทุกคนในห้องส่งชื่นชมเธอ แต่เธอกลับบอก ‘แม่ไม่เคยชมเธอเลยสักนิดเดียว’

นอกจากฮาอึน รายการก็เชิญแม่ของเธอมาด้วย จริงๆ แล้วแม่ของฮาอึนก็เป็นแม่ที่รักและหวังดีกับลูกมาก

แม่บอกว่า เพราะคนอื่นรอบข้างลูกก็เรียนหนักเหมือนกัน ถ้าไม่เรียนก็จะแข่งกับเขาไม่ได้ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าลูกสาวเครียด แม่รู้สึกแค่ว่า ลูกเรียนเก่งและมีพรสวรรค์ ก็ต้องสนับสนุนให้ถึงที่สุด แล้วที่ไม่เคยชมลูกก็เพราะอยากให้ลูกทำให้ได้ดีกว่านี้ กลัวว่าถ้าชมแล้วลูกจะไม่พยายามในคราวหน้า

แต่จริงแล้วฮาอึนก็ไม่ต่างจากเด็กคนอื่น แม้ว่าจะเรียนเก่งแค่ไหน ใครจะชมเชยเธอยังไง ก็ไม่เหมือนกับพ่อแม่แสดงความชื่นชมและยอมรับเธอ ตรงนั้นเป็นกำลังใจสำคัญที่ฮาอึนต่องการอย่างยิ่ง

ก่อนจะจบรายการ พิธีกรให้ฮาอึนพูดความในใจกับแม่

พิธีกรบอกเธอว่า ให้พูดไปได้เลยอย่างที่คิด และถามว่า “อยากลดวิชาไหนลง หรือเลิกเรียนพิเศษมั้ย”

.

สิ่งที่ฮาอึนพูดกับแม่คือ

“แม่คะ หนูมาที่นี่ ไม่ได้ว่าอยากจะเรียนให้น้อยลงนะ

แต่อยากให้แม่เข้าใจบ้าง ชื่นชมและรักหนูมากขึ้น

ให้หนูทำอะไรที่อยากทำบ้าง

หนู อยากมีเวลาไปเที่ยวกับแม่

หนูจะโตเป็นลูกที่ดี

รักนะแม่”

.

หมอคิดถึงฮาอึน ในวันก่อนที่ได้ตรวจคนไข้คนหนึ่ง แม่ของเธอก็คล้ายๆ แม่ฮาอึน รักและหวังดีกับลูก แต่บางครั้งความรักและหวังดีที่เกินพอดี ทำให้กลายเป็นความกดดันไปที่ตัวเด็ก ทั้งที่พ่อแม่เองก็ไม่ได้ตั้งใจ

แม้เป็นเด็กก็ต้องมการ ‘สมดุลในการใช้ชีวิต’ ในขณะที่เรียนอย่างหนัก เด็กก็ควรมีเวลาพักผ่อน ได้เล่นสนุกอย่างที่เด็กๆ ชอบทำบ้าง

พ่อแม่อาจจะบอกว่า เหนื่อยตอนนี้แต่จะสบายทีหลัง แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างต้องมีความสมดุล อะไรที่ตึงเกินไป วันหนึ่งมันก็จะขาด หมอไม่ได้บอกว่า ไม่ให้เด็กเรียนพิเศษ เรียนได้ แต่ต้องมีความพอเหมาะพอดี

ที่สำคัญ ในวันเวลาที่เหน็ดเหนื่อยนั้น กำลังใจจากคนรอบข้างมีความสำคัญ อย่าลืมชื่นชมในสิ่งดีๆที่ลูกทำ รวมถึงเข้าใจและยอมรับในตัวตนตามธรรมชาติของลูก มีความคาดหวังอยู่ในความเป็นจริง กำลังใจจากพ่อแม่ในวันนี้จะกลายเป็นกำลังใจที่ตัวเขาสร้างเองได้ในวันที่เขาต้องพึ่งพาตัวเอง

อย่าให้ลูกรู้สึกว่า พ่อแม่จะรักเขาต่อเมื่อ เขาทำตัวดี เขาสอบได้ที่ 1 เขาสอบเข้าโรงเรียนที่พ่อแม่อยากให้เข้าได้ เขาน่ารัก ฯลฯ เท่านั้น พ่อแม่ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่า ‘จะเป็นอย่างไร พ่อแม่ก็รักเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข’ ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ต้องทำให้เด็กเห็นด้วยคำพูดและการกระทำ

อย่าลืมว่าวัยเด็กไม่ได้อยู่กับเราถาวร แต่มันอยู่กับเราในช่วงเวลาสั้นๆ เราเป็นเด็กอยู่ไม่นาน ก็ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาระหน้าที่รับผิดชอบมากมาย

ช่วงเวลาวัยเด็กคือ ‘ภาพจำ’ ที่เด็กและพ่อแม่สร้างขึ้นนั่นแหละ จะเป็นขุมกำลังใจ ปลอบประโลมและหล่อเลี้ยงชีวิตเมื่อต้องเผชิญกับความเป็นจริงและอุปสรรคต่างๆที่อย่างไรเสียก็ต้องเข้ามาตามธรรมชาติในวัยผู้ใหญ่

คงไม่ได้มีเด็กหลายคนที่มีโอกาสพูดความในใจกับแม่อย่างฮาอึน

.

หมายเหตุ: บทความนี้เคยเขียนและลงในเพจเมื่อหลายปีก่อน แต่ขอนำมาลงใหม่ เพราะเด็กๆ เช่นฮาอึนก็ยังพบเจอได้อยู่เรื่อยๆ ค่ะ (เรื่องและภาพประกอบมาจาก รายการ Hello Counsellor EP 354)

Cr#หมอมินบานเย็น

ได้ดีในสิ่งที่ชอบ

ถ้าลูกของคุณคนนึงสอบได้เกรดเฉลี่ยเพียง 1.04
และเป็นอันดับรั้งท้ายของห้อง
คุณจะบอกกับลูกคุณว่ายังไงครับ?

นี่เป็นคำถามน่าคิด
ยิ่งถ้าในบรรดาลูกของเราทั้งหมดเรียนเก่ง
ได้เกียรตินิยม หรือไม่ก็ได้ทุนเรียนต่างประเทศกันหมด

แต่ดันมีลูกคนนึง ตอนม.3
โดนอธิการเชิญออกจากโรงเรียน
และต้องเรียนซ้ำชั้นตั้งแต่ม.1 ใหม่ทั้งหมด 3 ปี
คุณจะคุยกับลูกคนนี้ยังไง?

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของ”บอย โกสิยพงษ์”
เจ้าพ่อนักแต่งเพลงรักที่เรารู้จักกันดี
ไม่ว่าจะเป็น ฤดูที่แตกต่าง, ลมหายใจ, Live and Learn ฯลฯ

แน่นอนครับ
พี่บอยในตอนนั้นคงรู้สึกผิดหวังกับตัวเอง
คำว่า loser (ไอ้ขี้แพ้) คือ คำที่เขาใช้เรียกตัวเองในวัยเด็ก

พี่บอยไม่ใช่คนเกเรเลยได้เกรดไม่ดีนะครับ
ตรงกันข้าม เขาตั้งใจท่องหนังสือด้วยซ้ำ

“ผมฉีกหนังสือเป็นเล่มๆ ออกมาทีละบท
เพื่อจะมานั่งอ่านทีละหน้า
แต่มันไม่รู้เรื่อง
ผมโครตพยายาม
แต่ตอนสอบ มันทำไม่ได้”…พี่บอยกล่าวไว้

แทนที่แม่จะว่าหรือดุที่ผลการเรียนไม่ดี
แม่ของพี่บอยกลับบอกว่า…

“โรงเรียนนี้น่าจะไม่เหมาะสำหรับบอยหรอก
เขาน่าจะสอนไม่เก่ง
เดี๋ยวไปหาโรงเรียนที่มันเหมาะกับบอยดีกว่านะ”

“ดีแล้วที่บอยเรียนไม่เก่งแบบพี่น้องคนอื่นๆ
เพราะตอนเด็ก แม่โง่มากเลย
การบ้านแม่ก็ทำไม่ได้ สอบก็ไม่ได้
ลอกเพื่อนประจำเลย
เพราะฉะนั้น แม่ก็จะได้มีบอย
เป็นเพื่อนสักคนหนึ่งในบ้านที่เป็นเหมือนแม่”

คำพูดนี้ของแม่
ทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
รู้สึกว่าโง่เหมือนแม่ก็ดีนะเนี่ย พี่บอยว่าไว้

แล้วพี่น้องในบ้านเดียวกันล่ะ?
คุณคงสงสัยใช่มั้ย…ว่าเค้ามีปฏิกิริยาอย่างไร?

ถ้าเป็นครอบครัวทั่วไป คงมีการหยอกล้อกันบ้างแหละ
แต่ในครอบครัวพี่บอย
พี่น้องอีก 4 คนไม่มีใครซ้ำเติมกัน
พวกเค้าใช้ชีวิตปกติราวกับไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น

ทุกคนในครอบครัวของพี่บอย
ไม่ยอมให้อะไรเข้ามาทำลายบรรยากาศ
ที่นิ่งสงบและอบอุ่นของครอบครัวได้เลย

หลังจากที่มีปัญหามากมายกับการเรียนในไทย
จุดพลิกผันของพี่บอย
คือ การตัดสินใจไปเรียนต่อทางด้านดนตรี
ที่ University of California at Los Angeles (UCLA)
ประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่นั่นพี่บอยได้เรียนทั้งในเรื่องการแต่งเพลง
ด้านดนตรี Electronics และธุรกิจด้านดนตรี

พอความรักและหลงใหลด้านดนตรีของพี่บอย
มาเจอกับการศึกษาที่ตรงจริต
พี่บอยเรียนจบ 3 หลักสูตรในเวลา 5 ปี
ด้วยเกรดเฉลี่ยมี A- ตัวเดียว
ที่เหลือ คือ A ทั้งหมด!!!

พี่บอยให้สัมภาษณ์ว่า…

“ทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากการตั้งใจเรียนเลย
มันมาจากการที่ผมรักมันสุดหัวใจ
อยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจไปหมด
ผมไม่เคยท่องหนังสือ แต่อ่านมันจนเข้าใจ
ผมเพิ่งเข้าใจคำพูดที่พ่อเคยบอกอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก

หัวใจเราอยู่ที่ไหน
ทรัพย์สมบัติเราก็อยู่ที่นั่น”

นี่คือตัวอย่างของเด็กที่อาจจะมีความถนัดไม่ตรงกันกับ
สิ่งที่โรงเรียนใช้วัดความสามารถนะครับ

ศาสตราจารย์ Howard Gardner นักจิตวิทยา
มหาวิทยาลัย Harvard อธิบายว่า…
สติปัญญาของมนุษย์มีความสามารถ
โดดเด่นแตกต่างกันได้ 8 สาขา

  1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
  2. ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Logical- Mathematical Intelligence)
  3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Intelligence)
  4. ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence)
  5. ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
  6. ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)
  7. ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
  8. ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)

ดังนั้น เด็กที่ได้เกรดไม่ดีจากโรงเรียน
ก็ไม่ได้หมายความว่า…
เค้าไม่เก่งนะครับ เพียงแค่เค้าอาจจะเก่งด้านอื่น
ที่ทางโรงเรียนไม่ได้วัดด้านนั้นก็ได้

ดังนั้น พ่อแม่ควรจะสังเกตความถนัดของเด็ก
แล้วส่งเสริมด้านนั้นของเด็กต่อไปครับ

เฟียตอยากเผยแพร่บทความนี้
เพราะอาจจะมีเด็กอีกหลายคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์
เหมือนพี่บอยในตอนเด็ก

อย่าคิดไม่ดีกับตัวเอง อย่าคิดว่าตัวเองโง่นะครับ
คนเราน่าจะมีสักด้านที่เราถนัด
เพียงแต่เราต้องหาด้านนั้นให้เจอ
แล้วก็เรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อไปให้สุดในด้านที่ถนัดครับ

ขอบคุณบทสัมภาษณ์คุณบอย
จาก The Standard, นิตยสาร A Day และครูเฟียต

❤ ดีมากๆ มีลูกหลานควรอ่านมากๆเลยนะคะ ครอบครัวสำคัญจริงๆ โดยเฉพาะทัศนคติของคุณพ่อคุณแม่ที่ต่อลูกๆ

Cr#👏🏻 ได้รับมา เห็นว่าดีมีประโยชน์ เลยส่งต่อครับ

โพสต์รูปลูกลงโซเชี่ยลมีเดีย มีผลร้ายกว่าที่คิด

โพสต์รูปลูกลงโซเชี่ยลมีเดีย มีผลร้ายกว่าที่คิด

โพสต์รูปลูกลงโซเชี่ยลมีเดีย มีผลร้ายกว่าที่คิด-โพสต์รูปลูกลงโซเชี่ยลมีเดีย-โพสต์รูปลูก-โซเชี่ยลมีเดีย

โพสต์รูปลูกลงโซเชี่ยลมีเดีย ใครๆ ก็ทำกัน แต่แม่ๆ รู้ไหมอันตรายกว่าที่คิด

โพสต์รูปลูกลงโซเชี่ยลมีเดีย มีผลร้ายกว่าที่คิด

ลูกเราน่ารักที่สุด เป็นธรรมดาที่คนเป็นพ่อแม่อยากเก็บทุกช่วงเวลาการเติบโตของลูกเอาไว้ แต่เก็บไว้ในมือถือก็กลัวเมมโมรี่เต็ม แชร์ในโซเชี่ยลมีเดียแทนก็สะดวกไม่น้อย คนอื่นๆ ได้เข้ามาชื่นชมลูกเราด้วย

แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหม ว่าเจตนาดีของเรานั้น อาจกำลังทำร้ายลูกอยู่ก็ได้

ข้อเสียของการโพสต์รูปลูกลงโซเชี่ยลมีเดีย

1. ลูกอาจถูกลักพาตัว

เพราะชุดนักเรียนที่ลูกใส่ สถานที่ที่ลูกไป การเอ่ยชื่อลูกในคลิปวิดีโอ ช่วงเวลาที่พ่อแม่ไปรับลูก ชื่อครูประจำชั้น อาจเป็นข้อมูลให้มิจฉาชีพ หรือผู้ไม่หวังดีติดตามความเคลื่อนไหวของลูกและนำไปสู่อันตราย เช่น การสะกดรอยตาม การลักพาตัวเด็ก เป็นต้น

2. ลูกอาจถูก Cyber bullying

ลูกเราไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน และผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่ได้ใจดีกับเด็ก การโพสต์ภาพหรือคลิปวิดีโอของลูกอาจทำให้คนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ หัวเราะขบขัน หรือล้อเลียนได้  

3. เสี่ยงต่อการคุกคามทางเพศ

การโพสต์รูปหรือคลิปวิดีโอของลูกอาจถูกคุกคามทางเพศจากคนที่มาคอมเม้นท์หรือแชร์ออกไปได้

โพสต์รูปลูกลงโซเชี่ยลมีเดีย มีผลร้ายกว่าที่คิด-โพสต์รูปลูกลงโซเชี่ยลมีเดีย-โพสต์รูปลูก-โซเชี่ยลมีเดีย

4. รูปของลูกอาจไปอยู่ในเว็บไซต์ลามกอนาจาร

โดยเฉพาะภาพหรือคลิปวิดีโอโป๊เปลือยของลูก เช่น ขณะที่ลูกกำลังอาบน้ำ เล่นน้ำ หรือเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ พ่อแม่อาจมองว่าน่ารัก แต่ความจริงแล้วเป็นช่องทางที่ทำให้ภาพหรือคลิปของลูกถูกนำไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ลามกอนาจาร

5. ลูกไม่เป็นตัวของตัวเอง

การโพสต์รูปลูกลงโซเชียลมีเดียอาจนำไปสู่การสร้างตัวตนให้ลูกโดยที่เขาไม่ได้ต้องการ ลูกอาจรู้สึกกดดันเมื่อพ่อแม่และผู้ที่กดติดตามมีความคาดหวัง ว่าจะต้องดูดี น่ารักหรือทำตามคลิปที่เคยดูเมื่อพบเจอตัวจริง ซึ่งนั่นอาจทำให้ลูกสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป

6. เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของลูก

พ่อแม่คือคนแรกที่ต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพของลูก ก่อนจะโพสต์รูปลูก หากลูกยังคิดและพูดไม่ได้ ก็พึงใช้วิจารณญาณว่าเหมาะสมหรือไม่ หากลูกโตแล้ว ตอบได้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร พ่อแม่ควรขออนุญาตลูกก่อนทุกครั้ง

7. สร้างความอับอายให้ลูก

หากพ่อแม่เคยเห็นมีมหรือภาพที่ทำล้อเลียนเกี่ยวกับรูปที่ถ่ายเอง กับรูปที่เพื่อนแท็ก ว่ารูปที่ถ่ายเองนั้นดูดี น่ารัก ส่วนรูปที่เพื่อนแท็ก หน้าตาเหยเก หลับตา อ้าปาก ความรู้สึกของลูกเองก็คงประมาณนั้น

เพราะทุกครั้งที่เราโพสต์อะไรลงในโซเชี่ยลมีเดีย นั่นคือ Digital Footprint  ของคนคนนั้น แม้สิ่งที่พ่อแม่คิดว่าน่ารัก อาจเป็นเรื่องที่น่าอับอายสำหรับลูก ถึงจะตามไปลบอดีตได้แต่อาจมีคนแค็ปทัน

อ้างอิง : Rama chanel

บทความจาก FB Rakluke

ลูกมีความสุขเหรอครับ ที่ต้องร้องไห้ทุกวัน

“คุณหมอคะ ลูกอายุ 3 ขวบ ดื้อมาก ร้องไห้ไม่มีเหตุผล เหมือนเรียกร้องความสนใจตลอด แม่เหนื่อยมาก เบื่อมากกับพฤติกรรมแบบนี้ของลูก คุณหมอมีคำแนะนำไหมคะ ?” – คุณแม่ท่านหนึ่ง

ก็แล้วคุณแม่คิดว่าลูกมีความสุขเหรอครับ ที่ต้องร้องไห้ทุกวัน ! ก็ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุขและเหนื่อยขนาดนั้น วิธีคิดและวิธีเลี้ยงที่ทำอยู่มันก็คือ #ใช้ไม่ได้ ก็แค่นั้น เพราะคำตอบมันก็บอกอยู่แล้วตรงหน้า ต้องเปลี่ยนใหม่

หนึ่ง – #ดื้อมาก – อะไรคือ “ดื้อ” ก่อน อันดับแรก เคลียร์ให้ชัด เพราะเด็กนั้นซุกซนตามวัย ถ้าประเภททุกพฤติกรรมที่ลูกทำคือ #ดื้อหมด ให้กลับมามองที่เราก่อนว่า #เราเองที่เข้าใจอะไรผิดไป เราต้องการให้เด็กสามขวบนั่นเรียบร้อยเล่นของแล้วเก็บเป็นที่เป็นทาง พูดจาไพเราะ ยิ้มหวานทั้งวัน ร้องเพลงเต้นรำร่าเริงเหมือนตัวเทเลทับบี้กินข้าวคลุกยาบ้าทุกเช้า ทำตามสั่ง บอกซ้ายไปซ้าย บอกขวาไปขวา เชื่อฟังสุด ๆ ไม่เถียงซ๊ากคำ ยามผิดหวัง เสียใจ ลูกดูมุ่งมั่นสู้ชีวิตเหมือนโอชินในวัยเด็กที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ร้องไห้งอแง … คุณแม่เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าฮะ … เดี๋ยวก่อน ! พักก่อน !

สอง- #ร้องไห้ไม่มีเหตุผล – ไม่มีอยู่จริง มันต้องมีเหตุผลเสมอกับทุกการร้องไห้ที่เสียน้ำตา ตัวลูกเองอาจจะยังอธิบายออกมาไม่ได้ แต่พ่อแม่นั่นแหละที่ต้องหาว่าการร้องไห้นั้นเกิดจากอะไรกันแน่ ยิ่งบ้านที่ลูกร้องไห้แบบ “ไม่มีเหตุผล” ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ทุกวัน ก็แล้วจะไม่หาเหตุผลหน่อยเร้อ (เสียงสูง) … บ้างเพราะยังรู้จักความอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง เขาจึงหงุดหงิดและร้องไห้ออกมา เด็กหลายคนอิจฉาน้องที่แม่ให้ความสนใจมากกว่า เขาจึงหงุดหงิดง่าย ทำอะไรนิดหน่อยไม่ได้ดั่งใจก็ร้องไห้เหมือนพ่อตายก็เป็นได้ หรือเขาก็แค่ขาดคนที่สอน-สื่อสาร-ต่อติดอารมณ์ความรู้สึกกับเขา คนที่อยู่ข้าง ๆ เขาเวลาที่เขาเสียใจ

ไม่ใช่ร้องไห้ … อีแม่พุ่งตัวเข้ามา บอก “ฮึบนะ !” หยุดร้องนะ ไม่งั้นแม่ฟาด แย่กว่านั้นคือฟาดเลยคร่าาาาา ไม่พูดพร่ำทำเพลง หรือบางบ้านก็เอะอะ ๆ Time-out เอะอะ ๆ เข้ามุม แห้งแล้ง ไม่สื่อสารไม่หาเหตุ ไม่สนสี่สนแปดอะไร ประเภท ถ้าร้องไห้แบบนี้แม่ไม่คุยด้วย ! เอ้า ! แล้วจะรักและคุยกับลูกเฉพาะตอนทำตัวน่ารักเท่านั้น ว่าซั่น ! และนั่นนำมาซึ่งข้อที่ 3

สาม – #เหมือนเรียกร้องความสนใจตลอดเวลา – เด็กเรียกร้องความสนใจแสดงว่า “เขาขาดความสนใจ” ต้องถามก่อนว่าเราได้ให้ความสนใจจริง ๆ กับลูกแล้วหรือยัง รู้หรือไม่ว่าเด็กเป็นวัยที่ “โคตรเก่ง” ในการเรียกร้องความสนใจและที่สำคัญเขาเรียนรู้ที่จะเลือกใช้วิธีเรียกร้องความสนใจกับพ่อแม่อย่างไม่น่าเชื่อ … บางครั้งการเรียกร้องความสนใจนั้นแสนน่ารัก น่าเอ็นดู เป็นเด็กดี วิ่งมากอด ร้องเพลงเต้นไปมา จนเราเองหมั่นเขี้ยวอยากกอด อยากอุ้มเขา … แน่นอน ผู้ปกครองคงชอบวิธีเรียกร้องความสนใจแบบนี้ … ก็น่าแปลก ยามที่เด็กทำตัวเรียบร้อย น่ารัก พ่อแม่หลายคนกลับไม่เคยให้ความสนใจ ชื่นชม แต่พอลูกทำตัวไม่น่ารักขึ้นมาที พุ่งมาถึงเนื้อถึงตัว … ได้ความสนใจแบบจัดเต็มจากพ่อแม่ … และนั่นแหละที่ทำให้เด็กหลายคนเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ด้วยวิธีที่ไม่น่ารัก แล้วก็อีกนั่นแหละ หลายคนได้ทั้งความสนใจ และยังได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการอีกด้วย … ก็แล้วจะไม่ให้ดื้อและเรียกร้องความสนใจยังไงไหว

สาม – แม่เหนื่อยมาก เบื่อมากกับพฤติกรรมแบบนี้ของลูก – แล้วคุณแม่คิดว่าลูกไม่เบื่อหรือเหนื่อยกับการเสียน้ำตาร้องไห้ทุกวันเหรอครับ

หากเราใช้เวลาที่ใช้กับลูกส่วนใหญ่ไปกับการห้าม การดุ การทำโทษ การบ่น การเปรียบเทียบว่าคนนั้นคนนี้ดีกว่าลูกอย่างนั้นอย่างนี้ … ลูกจะยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกว่าตัวเองดื้อแบบนี้นี่แหละ รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่รัก และนั่นจะย้อนกลับมาทำให้เกิดปัญหาพฤติกรรม 1-2-3-4 ที่คุณแม่ไม่ชอบตามมาอีกเป็นพรวน … ย้อนกลับไปใช้เวลาดี ๆ ร่วมกัน ทำดีชื่นชม สอนให้เขาช่วยเหลือตัวเอง มีวินัย เลี้ยงและปรับพฤติกรรมแบบเชิงบวก ให้ลูกรู้ว่าแม่มองเห็นลูกเสมอทั้งตอนที่น่ารักและไม่น่ารัก แต่แม่จะสอนให้หนูรู้ว่าอะไรดี ควรทำ อะไรไม่ค่อยดี ทำลดลงเป็นเรื่องดี แล้วเขาจะน่ารักขึ้นเรื่อย ๆ ในแบบของตัวเอง

Cr# หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

ระบบโรงเรียนให้ความสำคัญมุ่งเน้นผลการเรียนของเด็กมากๆๆ แต่กลับขาดกลไก supportเพื่อช่วยเด็ก อย่างแท้จริง

ขอวิงวอนโรงเรียนดังระดับประเทศสร้างระบบLearningSupportทางจิตใจแก่เด็กนักเรียนที่มีคุณภาพ ไม่มัวหลงงมงายกับคว้าโล่คว้าเหรียญ คว้าคณะดัง ทั้งที่ไม่ขาดแคลนทรัพยากร

(สุริยเดว 2564)

เป็นสามสัปดาห์ติดกันแล้วครับ
ที่มีคนไข้นักเรียนวัยรุ่นระดับมัธยม ที่มีภาวะเครียดหนัก ซึมเศร้า จากการเรียนหนัก แม้เป็น online จากโรงเรียนดังมากๆ (ย้ำว่าดังมาก) ทั้งหลาย

ที่น่าเสียใจที่ระบบโรงเรียนให้ความสำคัญมุ่งเน้นผลการเรียนของเด็กมากๆๆ แต่กลับขาดกลไก supportเพื่อช่วยเด็ก อย่างแท้จริง

ขอวิงวอนโรงเรียนดังๆ top ten ทั้งหลาย ว่า ไม่อยากดูผลงานแค่การได้เหรียญโอลิมปิค หรือผลสัมฤทธ์ การเรียน รวมทั้งผลการไขว่คว้า เข้าคณะดังๆ ระดับประเทศ ได้มากน้อย แค่ไหน พอใจเพียงแค่นั้น

แต่สิ่งที่อยากฝากผู้บริหารโรงเรียนดังมากๆๆเหล่านี้ รวมทั้งต้นสังกัด กระทรวงศธ.คือ
กลไก Learning support โดยเฉพาะ สุขภาพจิตใจของเด็กๆ

แปลกมากที่โรงเรียนดังสนใจแต่เรื่องผลการเรียน

แต่ขาดความจริงใจจริงจัง และการ set เป็นระบบเชิงรุกและมีคุณภาพแท้จริงในการดูแลสุขภาพจิตใจของเด็กๆ ปล่อยให้มีการ bullyกัน ทางจิตใจ ทั้ง ระดับผู้ปกครอง ระดับครู และระดับเด็ก กันเอง เพราะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น อวดสรรพคุณ แถม โรงเรียนบางแห่งที่ดังมาก ยังสร้างเงื่อนไขการโชว์ ผลการเรียนให้เห็นระดับว่า อยู่ผลการเรียนการสอบอยู่ ranking ที่เท่าใด

“เรียนก็หนัก การบ้านเยอะ แข่งขันกันหนัก สอบก็ยาก งานก็เยอะ แถมพ่อแม่ เก ทับบรั๊ฟแหลก อวดลูกกันเอง คาดหวังสร้างแรงกดดันต่อลูกๆ ขาดกลไก learning support จากโรงเรียน ขาดการใช้โฮมรูมเพื่อดูแลจิตใจของเด็ก ที่แท้จริง”
(สุริยเดว : จากคำบอกเล่าใน งานคลินิควัยรุ่น)

โรงเรียนที่ยิ่งดังมากจากผลการเรียน กลับใช้วิธีง่ายๆ ในการสอบคัดเอาเด็กเก่งๆ เข้ามารวมกันไว้(จัดห้องคิง ควีน gifted inter) ยิ่งต้อง มุ่งเน้น วิชาชีวิต จิตใจ การยกระดับสุขภาวะจิตใจ มีระบบการช่วยเหลือเด็ก ที่เข้าถึงเด็กได้ทุกคน (ย้ำว่าทุกคน) โดยไม่สร้างบรรยากาศให้เกิดแรงกดดันมากๆต่อเด็ก ไม่มีอคติ ต่อให้เป็นเด็กหลังห้องในสายตา

ขอพูดแทนเด็กๆ ครับ

!!!!! ยิ่งเร็วๆนี้ บรรดาผู้ใหญ่ด้านนโยบายบางท่าน มีแนวคิดว่า
โรงเรียนดังๆทั้งหลายไม่ต้องไปประเมินคุณภาพภายนอก หรอก

ขอฝากผู้ใหญ่ที่กำลังผลักดันนโยบาย เหล่านี้ว่า
อย่าใช้ตรรกะแบบนี้เลยครับ
Cr. PFB บันทึกหมอเดว

“7 สัญญาณ” ที่แสดงว่าเรากำลังเลี้ยงลูกมาถูกทางแล้ว 😊

เราพ่อแม่หลายครั้งสงสัยว่า เอ๊ะ!!! เราเลี้ยงลูกถูกไหม ใช่ไหม ลองสังเกตุสัญญาณต่อไปนี้นะครับ ….

“7 สัญญาณ” ที่แสดงว่าเรากำลังเลี้ยงลูกมาถูกทางแล้ว 😊

1.ลูกแสดงออกทางอารมณ์กับเราได้ ทั้งโกรธ เศร้าเสียใจ หรือ กลัว นั่นแสดงว่าลูกรู้สึกปลอดภัยที่จะเป็นตัวเองต่อหน้าเรา

2.ลูกมาหาเราเมื่อเค้าเจ็บหรือมีปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ นั่นแสดงว่าเราเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูก ที่ลูกจะเข้ามาพักทั้งกายและใจได้เสมอ ตลอดชีวิตของเค้า

3.ลูกสามารถพูดคุยกับเราได้ในทุกปัญหา โดยที่ไม่กลัว มันเป็นสัญญาณที่บอกว่า เราและลูกยอมรับซึ่งกันและกัน หลายครั้งลูกไม่กล้าบอก ไม่กล้าเล่าเพราะกลัวพ่อแม่โกรธ กลัวพ่อแม่เสียใจ และกลัวพ่อแม่รับไม่ได้

4.สิ่งที่เรา Feeedback กลับไปในสิ่งที่ลูกทำลูกเป็น ไม่ใช่การบ่นต่อว่า หรือตีตรา ไม่ว่าจะเป็น “เด็กไม่ดี ขี้เกียจ โง่ งี่เง่า ฯลฯ” แต่เป็นการสอน แนะนำ เพื่อให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น

5.ให้กำลังใจลูกเสมอที่จะไปให้ถึงสิ่งที่ลูกฝัน หรือไปให้สุดศักยภาพของเค้า หลายครั้งพ่อแม่จะชี้นำลูกตลอดให้ไปในทางที่พ่อแม่ต้องการ แม้จะไปถึงเป้าหมายของพ่อแม่ แต่ลูกจะรู้สึกล้มเหลว กดดันและถูกควบคุมชีวิต

6.สามารถกำหนดขอบเขตในพฤติกรรมของลูก เพื่อให้ลูกปลอดภัยได้ ลูกทำได้แค่ไหน อะไรที่ทำได้ และอะไรที่ทำไม่ได้ เพราะอะไร ทำไม เด็กจะรู้สึกปลอดภัยเพราะรู้ว่าพ่อแม่ใส่ใจ “ใจดีแต่ไม่ตามใจ”

7.สามารถซ่อมแซมความสัมพันธ์กลับมาคืนดีกับลูกได้เสมอ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความสำเร็จของลูกแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก

สรุปคร่าวๆ มาจาก บทความนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ครับ
https://www.mother.ly/life/7-signs-youre-parenting-right-according-to-a-clinical-psychologist

Cr#ดีต่อลูก

เด็กแต่ละคน วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

บางทีลูกไม่ได้ไม่เชื่อฟัง
บางทีลูกไม่ได้เรียนรู้ช้า
บางทีลูกไม่ได้โง่
และไม่ได้อยากทำให้พ่อแม่เหนื่อยพูด เหนื่อยสอน จนต้องหงุดหงิดอารมณ์เสีย

แต่แค่เด็กแต่ละคน วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน
และในเด็กคนเดิม ในแต่ละช่วงอายุก็ยังไม่เหมือนกันอีก ใช้วิธีซ้ำๆ เดิมๆ ไม่ได้ หรือใช้วิธีของคนอื่นก็อาจจะไม่ได้

รู้ตัวไว ก็ปรับวิธีการได้ไว ✔
อย่ามัวแต่ชนกำแพง ….
จะเจ็บทั้งเรา เจ็บทั้งลูกนะครับ 😷

Cr#ดีต่อลูก

เราพ่อแม่เก่งมากในการพูดให้ลูก “เจ็บใจ”😥

เราพ่อแม่เก่งมากในการพูดให้ลูก “เจ็บใจ”😥
เพราะสมองเราเติบโตกว่า รู้ว่าพูดแบบไหนเจ็บสุดๆ
พูดเพราะอยากให้ลูกดี อยากสอน อยากให้สำนึก อยากให้ลูกทำตาม ไม่อยากให้ทำ ผิดหวัง เสียใจ หรือ โกรธ ทนไม่ไหวแล้ว …..

แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราจะใช้มันในการคุมสติตัวเอง สรรหาคำพูดที่พูดแล้วช่วยให้ลูกได้คิด ให้ลูกได้รู้ว่าเรากำลังเป็นห่วงเค้านะ 😊

Cr#ดีต่อลูก